

ประวัติ เวย์น รูนี่ย์ (Wayne Rooney)
เวยน์ รูนี่ย์ "เปเล่ขาวของชาวอังกฤษ"
เวย์ น รูนี่ย์ มีชื่อเต็มว่า เวย์น มาร์ค รูนี่ย์ เกิดเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ปี 1985 ที่เมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ และเขาก็เริ่มต้นอาชีพนักเตะด้วยการเข้าร่วมทีมเยาวชนของเอฟเวอร์ตัน อีกหนึ่งสโมสรดังในเมืองลิเวอร์พูล สตี เว่น เจอร์ราร์ด "กองกลางมหัศจรรย์ของอังกฤษ" สตีเว่น เจอร์ราร์ด ยอดกัปตันทีมแห่งค่าย “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล มีชื่อเต็มว่า สตีเว่น จอร์จ เจอร์ราร์ด เกิดเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 1980 ที่เมืองวิสตัน เมอร์ซี่ย์ไซด์ ลิเวอร์พูล เข้าสู่เส้นทางลูกหนังจากการลงเล่นให้กับโรงเรียนคาร์ดินัล ฮีแนน คาธอลิก ไฮจ์สคูล ในเวสต์ดาร์บี้ เมืองลิเวอร์พูล โดยในตอนที่อายุ 8 ขวบ เขาเป็นสมาชิกของทีม ลิเวอร์พูล วายทีเอส ก่อนที่จะเซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพของทีม “หงส์แดง” ในวันที่ 5 พฤศจิกายน 1997 โดยได้รับเงินค่าจ้างก้อนแรกที่ 700 ปอนด์ (ประมาณ 44,100 บาท) ต่อสัปดาห์ เจอร์รา ร์ด ได้ชื่อว่าเป็นกองกลางพลังไดนาโม โดยเขาเริ่มแจ้งเกิดมาในตำแหน่งปีกขวา ก่อนที่จะขยับมาเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับ แต่ด้วยความเป็นนักเตะที่มีความสามารถทั้งการช่วยเกมรับ และการเติมเกมรุก แถมยังยิงไกลได้แม่นยำ ทำให้ เจอร์ราร์ด จึงค่อยๆ เปลี่ยนบทบาทของตัวเองมาเป็นกองกลางเชิงรุกไปแล้ว เริ่มต้น อาชีพค้าแข้ง 1998-2000 : ช่วงต้นการค้าแข้ง ต่อมาในฤดูกาล 1999-2000 ลิเวอร์พูล ภายใต้การคุมบังเหียนของ เชราร์ด อุลลิเย่ร์ หนุ่มน้อยเลือดสเก๊าซ์ ก็ได้ปักหลักยึดตำแหน่งตัวจริงได้อย่างสม่ำเสมอ โดยเขาได้ลงเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลาง คู่กับ เจมี่ เร้ดแนมป์ และในปีนี้เอง ที่เจอร์ราร์ด ต้องได้รับใบแดงแรกในชีวิต จากการไปทำฟาวล์ เควิน เคมป์เบลล์ กองหน้าของ เอฟเวอร์ตัน เช่นเดียวกับที่ เขาสามารถส่องประตูแรกให้กับต้นสังกัดในเกมพรีเมียร์ชิพ ช่วงท้ายฤดูกาล ที่เอาชนะ เชฟฟิลด์ เวสเดย์ มาได้อย่างท้วมท้น 4-1 อย่างไรก็ตาม นี่ถือเป็นปีที่ไม่ค่อยรื่นรมย์สำหรับ เจอร์ราร์ด มากนัก เนื่องจากเขาต้องประสบปัญหาอาการบาดเจ็บที่หลังอยู่บ่อยครั้ง จนมี ข่าวออกมาว่า แฟนบอลทีม “หงส์แดง” อาจไม่ได้เห็นเพลงแข้งของเขาจนจบฤดูกาลเลยก็ สตีเว่น เจอร์ราร์ด เป็นได้ แต่จากความเอาใจใส่ของ อุลลิเย่ร์ ที่สรรหาทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญมาตรวจรักษาอย่างใกล้ชิด ก็ทำให้ เจอร์ราร์ด หายกลับมาเป็นปกติ ก่อนที่ อาการบาดเจ็บที่โคนขาหนีบ จะทำให้เขาต้องหยุดพักรักษาตัวอีกครั้ง แต่ก็เป็นเพียงช่วงสั้นๆ เท่านั้น และในที่สุด เจอร์ราร์ด ก็กลับมาลงสนามได้ตามปกติ ในฤดูกาล 2000-2001 เจอร์ราร์ด ในวัย 20 ปี ก็สามารถสลัดอาการบาดเจ็บที่รุมเร้าในฤดูกาลที่แล้วได้อย่างปลิดทิ้ง และเขาก็เล่นดีมากๆ จนได้รับตำแหน่งดาวรุ่งยอดเยี่ยมของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพของอังกฤษ และพาทีม "หงส์แดง" คว้าทริปเปิ้ลแชมป์ ทั้ง ยูฟ่า คัพ, เอฟเอ คัพ และ ลีก คัพ โดยสามารถทำประตูในรอบชิงชนะเลิศของยูฟ่า คัพ ซึ่ง ลิเวอร์พูล กับ อลาเบส ได้อีกด้วย อาจ ได้ว่า สตีวี่จี ถือเป็นที่นักเตะที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักเตะที่ดีที่สุดของ ลิเวอร์พูล ในตอนนี้ หลังจากที่มาเข้าร่วมชายคาของสโมสรแห่งนี้ ตั้งแต่ปี 1989 และค่อยๆพัฒนาฝีเท้าขึ้นมาเรื่อยๆในโรงเรียนนักเตะของ "หงส์แดง" ที่สร้างนักเตะที่อย่าง สตีฟ แม็คมานามาน และ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ มาโด่งดังไปแล้ว ก่อนจะปั้น ไมเคิ่ล โอเว่น และ เจอร์ราร์ด ขึ้นมาโด่งดังเป็นรุ่นต่อมา ถัดมาในฤดูกาล 2001-2002 ด้วยประสบการณ์ที่เพิ่มพูนมาขึ้น ก็ทำให้ เจอร์ราร์ด ขยับฐานะจากนักเตะดาวรุ่ง กลายมาเป็นหัวใจสำคัญของทีม “หงส์แดง” อย่างเต็มตัว โดยเขามีส่วนสำคัญยิ่งจนทำให้ ลิเวอร์พูล ปิดฉากฤดูกาลที่ อันดับ 2 ของตารางพรีเมียร์ชิพ ด้วยคะแนนที่ดีที่สุดในรอบ 10 ของทีมอีกด้วย 2003-2004 : ช่วงชีวิตการเป็นกัปตันทีม เจอร์ราร์ด ยังคงเป็นกำลังสำคัญของทีมเช่นเดิม แต่หน้าที่ที่เขาได้รับเพิ่มขึ้นก็คือ การสวมปลอกแขนกัปตันทีมครั้งแรกอย่างเป็นทางการของดาวเตะวัยเพียง 23 ปี ในขณะนั้น โดยเขาได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่แทน ซามี่ ฮูเปีย กองหลังชาวฟินแลนด์ ในเดือนตุลาคม 2003 เนื่องจากหวังให้ เจอร์ราร์ด โตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น และก็ได้ผลทีเดียวเมื่อ เจอร์ราร์ด กลายเป็นผู้เล่นที่คอยกระตุ้นเพื่อนร่วมทีมได้เสมอ ทั้งการทำงานหนักในสนาม และการเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเพื่อนร่วมทีม โดยในฤดูกาล 2003/2004 เจอร์ราร์ด ที่ต้องคอยไล่ตัดเกมรุกของคู่ต่อสู้ด้วยนั้น โดนใบเหลืองไปแค่ 2 ครั้ง แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นผู้เล่นที่เล่นบอลอย่างขาวสะอาดมากคนหนึ่ง 2004-2005 : แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ลิเวอร์พูล ภายใต้การปฏิรูปขนานใหญ่ ที่ไม่มี ไมเคิ่ล โอเว่น กองหน้าคนสำคัญ ซึ่งถูกขายให้ เรอัล มาดริด, อาการบาดเจ็บอย่างรุนแรงของ ฌิบริล ซิสเซ่ หัวหอกทีมชาติฝรั่งเศส จนทำให้ต้องพักยาว, นักเตะแกนหลักอีกหลายรายคนทีมที่ไม่สมบูรณ์ รวมถึงการเปลี่ยนกุนซือนำทัพคน ใหม่ มาเป็น ราฟาเอล เบนิเตซ ที่เข้าดำรงตำแหน่งแทน อุลลิเย่ร์ ที่โดนปลดออกไป ขณะที่ เจอร์ราร์ด เอง ก็ยังไม่รู้ว่าจะปักหลักอยู่ในแอนฟิลด์ ต่อไปหรือไม่ แต่เจอร์ราร์ดก็ยังทุ่มเทเต็มที่ในการลงสนามให้กับลิเวอร์พูล จนกระทั่งพาทีม "หงส์แดง" ผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้แบบพลิกความคาดหมาย ซึ่งลิเวอร์พูล ต้องพบกับ เอซี มิลาน ยอดทีมจาก อิตาลี ในการฟาดแข้งที่สนาม อตาเติร์ก สเตเดี้ยม กรุงอิสตันบุล ประเทศตุรกี และก็ดูเหมือนว่า "หงส์แดง" จะต้องผิดหวังตั้งแต่การแข่งขันครึ่งแรกจบลง เมื่อเป็นฝ่ายตามหลังไปถึง 0-3 แต่ เจอร์ราร์ด ในฐานะกัปตันทีมก็ยังไม่ยอมแพ้ กระตุ้นให้ลูกทีมฮึดสู้ตามไปด้วย และเขาก็โหม่งประตูตีไข่แตกช่วยให้ ลิเวอร์พูล ไล่มาเป็น 1-3 พร้อมทั้งความหวัง หลังจากนั้น วลาดิเมียร์ ซมิเซอร์ ก็ยิงประตูช่วยให้ ลิเวอร์พูล ไล่ขึ้นมาเป็น 2-3 ท่ามกลางความหวังที่เพิ่มขึ้นอีกของพลพรรค "เดอะ ค็อป" ที่ช่วยกันร้องเพลง You will never walk alone กระหึ่มสนามอตาเติร์ก เร่งความฮึกเหิมให้กับนักเตะ "หงส์แดง" เข้าไปอีก ก่อนที่ ซาบี อลอนโซ่ จะมาทำประตูตีเสมอให้กับ ลิเวอร์พูล ได้สำเร็จ ชนิดที่แฟนบอล มิลาน ถึงกับตะลึง การแข่งขันนัดดังกล่าว ต้องไปตัดสินกันที่การดวลจุดโทษ หลังจากที่ต่อเวลาพิเศษไปแล้ว ก็ยังเสมอกันอยู่ 3-3 และ เจอร์ซี่ ดูเด็ค นายทวารชาวโปแลนด์ ก็ช่วยเซฟจุดโทษให้ ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ยุโรป มาครองได้แบบสุดมหัศจรรย์ โดยที่มีกัปตันทีมที่ชื่อ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ก้าวขึ้นไปรับถ้วยรางวัลชูขึ้นเหนือหัวประกาศให้โลกรู้ถึงความยอดเยี่ยมของ ลิเวอร์พูล และตัวเขาเอง และหลังจากจบการแข่งขันนัดดังกล่าว เจอร์ราร์ด ก็ให้สัมภาษณ์ว่า "ผมจะย้ายออกจากทีมไปได้อย่างไร หลังจากที่มีค่ำคืนที่ยิ่งใหญ่อย่างนี้" นอกจากจะพาทีมลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาครองได้แล้ว เจอร์ราร์ด ยังได้รับรางวัลนักเตะทรงคุณค่าของการแข่งขันและมีชื่อเข้าชิงรางวัลนักเตะ ยอดเยี่ยมของยุโรป หรือ บัลลงดอร์ แต่ก็โดน โรนัลดินโญ่ ดาวเตะบราซิเลียนของบาร์เซโลน่า แต่ในท้ายที่สุดแล้ว แฟนบอลของลิเวอร์พูล ก็ได้เฮกันลั่น เมื่อ เจอร์ราร์ด เปลี่ยนใจในวันต่อมา และจัดการเซ็นสัญญากับ ลิเวอร์พูล ไปอีก 4 ปี ในวันที่ 8 กรกฏาคม 2005 พร้อมกับ เจมี่ คาร์ราเกอร์ เพื่อนร่วมทีมที่ก้าวมาจากโรงเรียนลูกหนังของลิเวอร์พูล ด้วยกัน ในฤดูกาล 2005/2006 เจอร์ราร์ด ก็เป็นกำลังสำคัญของทีมลิเวอร์พูล อีกเช่นเคย ด้วยฟอร์มการเล่นที่ยังไม่ตกลงไปเลย และพาทีมพลิกสถานการณ์คว้าแชมป์เอฟเอ คัพ มาครองได้ ด้วยลูกยิงไกลสุดสวยของเขา ที่ช่วยให้ "หงส์แดง" ตีเสมอ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ได้ 3-3 ก่อนจะไปเอาชนะได้ด้วยการดวลจุดโทษ โดยลูกยิงกลสุดสวยของเขา ยิงจากระยะประมาณ 35 หลา มีความเร็ว 28 ไมล์ ต่อชั่วโมง และเป็นลูกยิงที่ดีที่สุดลูกหนึ่งในประวัติศาสตร์ของเอฟเอ คัพ นอกจากจะพาทีมคว้าแชมป์เอ ฟเอ คัพ มาครองได้แล้ว เจอร์ราร์ด ยังได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของสมาคมนักเตะอังกฤษ หรือ พีเอฟเอ ทำให้เขาเป็นนักเตะ ลิเวอร์พูล คนแรกที่ได้รางวัลนี้ ต่อจาก จอห์น บาร์นส์ อดีตปีกจอมเลื้อยของ "หงส์แดง" ที่เคยได้รางวัลนี้ ในปี 1988 จากการทำประตูได้ในรอบชิง ชนะเลิศเอฟเอ คัพ ครั้งล่สุด ทำให้ เจอร์ราร์ด สามารถทำประตูในรอบชิงชนะเลิศของฟุตบอลรายการใหญ่ๆในระดับสโมสร ได้ครบทุกรายการแล้ว โดยก่อนหน้านี้ก็ทำประตูได้ ในยูฟ่า คัพ นัดชิงชนะเลิศกับ อลาเบส ในปี 2001 ต่อด้วย ลีก คัพ ปี 2003 ตามด้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ปี 2005 ก่อนจะมายิงได้ในเอฟเอ คัพ ปี 2006 2006-2007 : รองแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ลิเวอร์พูล ออกสตาร์ทฤดูกาลนี้ได้สวยหรู ด้วยการเฉือนเอาชนะ เชลซี มาได้ 2-1 ในศึกคอมมิวนิตี้ ชิลด์ ช่วงเปิดฤดูกาล ซึ่ง แม้ว่า เจอร์ราร์ด จะไม่ได้ลงเล่นเป็น 11 ตัวจริง ก่อนที่จะถูกส่งลงไปเล่นแทน เบาเด้นไวน์ เซนเด้น ในช่วงครึ่งหลัง แต่ หลังจากนั้น ลิเวอร์พูล ก็ไม่สามารถคว้าแชมป์ใดๆ ได้เลย โดยพวกเขาได้อันดับ 3 ในศึกพรีเมียร์ชิพ มีคะแนนตามหลัง แมนฯ ยูไนเต็ด ถึง 21 แต้ม และในเกมเอฟเอ คัพ พวกเขาก็ไปแพ้ให้กับ อาร์เซน่อล ในรอบที่สาม ขณะที่ เกมคาร์ลิ่ง คัพ ทีม “หงส์แดง” ก็กระเด็นตกรอบก่อนรองชนะเลิศ ไปด้วยน้ำมือของ อาร์เซน่อล อีกเช่นเคย หลังปราชัยคาถิ่น แอนฟิลด์ ของตัวเอง ไปแบบย่อยยับ 3-6 อย่างไรก็ตาม สำหรับในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ลิเวอร์พูลก็ถือว่าทำผลงานได้ดี หลังจากทุบเอาชนะ บาร์เซโลน่า อดีตแชมป์ในปีที่แล้ว ได้สำเร็จ ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ก่อนที่จะเขี่ย เชลซี ไปได้ในรอบรองชนะเลิศ ด้วยการยิงจุดโทษตัดสิน และเข้าไปชิงดำกับอดีตคู่ปรับเก่าในปี 2001 อย่าง เอซี มิลาน อีกครั้ง แต่กลับเป็นหนังคนละม้วน เหมือน พวกเขาต้องเป็น ฝ่ายปราชัยไป 1-2 ในท้ายที่สุด 2007-2008 : ออกสตาร์ทดี แต่จบฤดูกาลมือเปล่าอีกครั้ง เจอร์ราร์ด สวมบทฮีโร่ของทีมต้นแต่เกมนัดเปิดสนาม ในเกมที่พบกับ แอสตัน วิลล่า ที่ สนามวิลล่า พาร์ค โดย เจอร์ราร์ด ยิงฟรีคิกสุดสวย ระยะ 25 หลา ให้ ลิเวอร์พูล ออกนำทีมเจ้าถิ่นไปอีกครั้ง เป็น 2-1 ในนาทีที่ 87 ภายหลังจากทีม วิลล่า ทำประตูตีเสมอเพียง 2 นาทีเท่านั้น ส่งผลให้ จบเกม เจอร์ราร์ด ซิวตำแหน่ง “แมน ออฟ เดอะ แม็ตช์” ไปครอง และนี่ก็ถือเป็นชัยชนะครั้งแรกในเกมเปิดสนามศึกพรีเมียร์ชิพของทีม นับตั้งแต่ ปี 2002 เป็นต้นมา อีกด้วย ในวันที่ 28 ตุลาคม 2007 เจอร์ราร์ด ลงสนามให้กับทีม ลิเวอร์พูล เป็นนัดที่ 400 ในเกมที่พบกับ อาร์เซน่อล ซึ่งเขาทำประตูได้ด้วยรวมถึงทำประตูได้ติดต่อกัน 7 นัดรวดหลังจากนั้น ซึ่งถือเป็น นักเตะลิเวอร์พูลคนแรกที่ทำได้ นับตั้งแต่ จอห์น อัลดริดจ์ เคยทำไว้ ในปี 1989 และต่อมาในวันที่ 13 เมษายน 2008 เจอร์ราร์ด ในวัน 28 ปี ก็ลงเล่นให้กับทีม “หงส์แดง” เป็นนัดที่ 300 ในเกมที่พบกับ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส อย่างไรก็ตาม ปีนี้ เจอร์ราร์ด ก็ไม่อาจช่วยให้ ลิเวอร์พูล มีแชมป์ติดไม้ติดมือได้อีกเช่นเคย โดยลิเวอรพูล จบอันดับ 4 ในศึกพรีเมียร์ชิพ และเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก่อนที่จะโดน เชลซี เขี่ย ตกรอบไปในที่สุด แต่ เจอร์ราร์ด ก็สามารถทำประตูให้ทีมได้เป็นกอบเป็นกำถึง 22 ลูก รวมถึงถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล พีเอฟเอ เป็นครั้งที่ 5 ในรอบ 6 ปี เคียงข้างกับ เฟร์นานโด ตอร์เรส หัวหอกเพื่อนร่วมทีม 2008-2009 อีกนิดเดียว ไม่น่าพลาดเลย เจอร์ราดมีปัญหาอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อต้นขา ตั้งแต่ต้นฤดูกาล แต่เขาก็รับมือกับมันได้อย่างไม่มีปัญหา เจอร์ราดน่าจะยิงครบร้อยในชุดลิเวอร์พูลตั้งแต่วันที่20กันยายน กับสโต๊กแต่ผู้กำกับเส้นให้เป็นลูกล้ำหน้า อย่างไรก็ตามในที่สุดเขาก็ทำสำเร็จในเกมชนะพีเอสวี ไฮโอเฟ่น3-1 ในเกมยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีกส์ รอบแบ่งกลุ่ม นอกจากนั้นเจอร์ราด หลังจากนั้นเขาเล่น ครบ100นัดให้ลิเวอร์พูลในฟุตบอลยุโรป ในวันที่10มีนาคม2009 ที่เอาชนะเรอัล มาดริด4-0 และเป็นผู้ยิงคนเดียว2ประตู และยังทำประตูจากลูกจุดโทษให้ทีมถล่มแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด4-1ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด อีกด้วย พร้อมกันนี้ เจอร์ราดยังถูกยกย่องจาก ซีเนอดีน ซีดานว่าป็นนักเตะที่ดีที่สุดในโลก ในวันที่22 มีนาคม 2009 เจอร์ราดทำครั้งแฮตทริกแรกในพรีเมียร์ ลีก ในเกมที่ถล่มแอสตัน วิลล่า 5-0 และในวันที่13 พฤษภาคม 2009 เขาได้รับเลือกให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมจากการโหวตของนักข่าว และก็เป็นครั้งแรกในรอบ19ปีของนักเตะลิเวอร์พูลที่ได้รางวัลนี้ด้วย บทสรุปของฤดู กาล2008-2009 เจอร์ราดพาลิเวอร์พูล จบอันดับที่2 เป็นรองแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่เป็นแชมป์ เส้นทางกับ ทีมชาติอังกฤษ นอกจากจะเป็นกำลังสำคัญของ ลิเวอร์พูล แล้ว เจอร์ราร์ด ยังเป็นกำลังสำคัญของทีมชาติอังกฤษ อีกด้วย โดยเขาลงเล่นให้กับทีม “สิงโตคำราม” ชุดใหญ่ เป็นครั้งแรก ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2000 ซึ่งเป็นเกมที่ อังกฤษ ภายใต้การคุมทีมของ เควิน คีแกน พบกับ ยูเครน และเขาเคยถูกเรียกติดทีมอังกฤษ ชุดลุยศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ปี 2000 ที่ประเทศ เบลเยี่ยม และ ฮอลแลนด์ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากไม่อาจยึดตำแหน่งตัวจริงได้ อย่างไรก็ตาม 2 ปี ให้หลัง เจอร์ราร์ด ก็สามารถทำประตูแรก ในทีมชาติอังกฤษ ได้ในนัดที่ "สิงโตคำราม" บุกไปถล่มเอาชนะ เยอรมัน 5-1 ในฟุตบอลโลก 2002 รอบคัดเลือก โซนยุโรป โดยแมตช์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเดือนกันยายน ปี 2001 และได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานที่ดีที่สุดนัดหนึ่งในประวัติศาสตร์ของทีม ชาติอังกฤษ พร้อมกับพาทีมผ่านเข้ารอบสุดท้าย ฟุตบอลโลก ปี 2002 ที่ เกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น ได้สำเร็จ แต่ทว่า เขาก็โชคร้าย ต้องถอนตัวออกจากทัพในทีมชุดนั้น เนื่องจากมีอาการบาดเจ็บรบกวนที่โคนขาหนีบ จนต้องเข้ารับการผ่าตัด มาถึง ในศึกยูโร 2004 ที่ประเทศ โปรตุเกส เจอร์ราร์ด ได้กลับมาเป็นกำลังสำคัญให้กับทีมในการทำศึกทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลรายการใหญ่ๆ อีกครั้ง โดยครั้งนี้ เขามีส่วนสำคัญทำให้ทีม ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ แต่ทว่า ก็ต้องตกรอบไป หลังจากดวลจุดโทษแพ้ให้กับ ทีมเจ้าภาพ ไปอย่างน่าเสียดาย และอีก 2 ปี ถัดมาในฟุตบอลโลก 2006 รอบสุดท้าย ที่เยอรมัน เจอร์ราร์ด มีปัญหาอาการบาดเจ็บเล่นงานก่อนที่ทัวร์นาเม้นต์จะเริ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม เจอร์ราร์ด ก็กลับมาฟิตสมบูรณ์ได้ทันเวลา และช่วยพาทีมอังกฤษ ทำผลงานเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ ได้สำเร็จ โดยไปพบกับ โปรตุเกส และเกมก็ยืดเยื้อจุดถึงการดวลจุดโทษ ซึ่ง เจอร์ราร์ด ก็ต้องฝันร้าย เมื่อเป็น1 ใน 3 ผู้เล่นอังกฤษ ที่ยิงไปติดเซฟของ ริคาร์โด้เปไรร่า ผู้รักษาประตูของทีม ฝอยทอง และกลายเป็นการปิดฉากเส้นทางของอังกฤษในฟุตบอลครั้งนี้ และ เจอร์ราร์ด ก็คว้าดาวซัลโวสูงสุดของทีม ไปครอง ที่ 2 ประตู เจอร์ราดได้รับเลือกให้ เป็นรองกัปตันทีมชาติอังกฤษภายใต้การคุมทีมของสตีฟ แม็คคลาเรน อังกฤษพ่ายต่อโคเอรเชีย และรัสเซีย มีผลทำให้กระเด็นตกรอบคัดเลือกยูโร2008ไปอย่างเจ็บปวด ปัจจุบันทีมชาติอังกฤษแต่งตั้ง ฟาบิโอ คาเปลโล่ มากุมบังเหียนแทนที่ สตีฟ แม็คลาเรน และกำลังไปได้สวย ในศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกโซนยุโรป ชีวิตส่วน ตัว เจอร์ราร์ด แต่งงานกับ อเล็กซ์ คูร์ราน และมีลูกสาวสองคน คือ ลิลลี่-เอลล่า เจอร์ราร์ด (เกิดเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2004) และ เล็กซี่ เจอร์ราร์ด (เกิดเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2006) โดยทั้งคู่แต่งงานกันที่ คลิเวเดน ในวันที่ 16 มิถุนายน 2007 ซึ่งเป็นวันเดียวกับงานแต่งของเพื่อนร่วมทีมชาติอังกฤษ อย่าง แกรี่ เนวิลล์, ไมเคิ่ล คาร์ริค และ ร็อกสตาร์ชื่อดัง อย่าง ร็อด สจ๊วร์ต ก่อนที่หนึ่งวันให้หลัง จอห์น เทอร์รี่ กองหลังกัปตันทีมเชลซี ก็สละโสดตามไปอีกเช่นกัน ในวันที่ 1 กันยายน 2006 เจอร์ราร์ด ได้เขียน อัตชีวประวัติของตัวเอง ที่มีชื่อหนังสือว่า “Gerrard: My Autobiography” ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัว และชีวิตการ เป็นนักฟุตบอลกับ ลิเวอร์พูล และ ทีมชาติอังกฤษ แถมหนังสือเล่มนี้ ยังได้รับรางวัลหนังสือกีฬาแห่งปี “กาแล็กซี่ บริติช บุ๊ค อวอร์ดส์” ซึ่งเอาชนะ หนังสืออัตชีวประวัติของยอดดาวยิงระดับตำนานของโลก อย่าง เปเล่ อีกด้วย ในวันที่ 29 ธันวาคม 2006 เจอร์ราร์ด ได้รับชั้นยศ เอ็มโอบี (Member of the Order of the British Empire) จาก พระราชินี อลิซาเบธ ที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร ในฐานะผู้ที่ทำคุณประโยชน์ให้แก่วงการกีฬาของอังกฤษ แฟรงก์ แลมพาร์ด ข้อมูลส่วนตัว เริ่มต้นชีวิตค้าแข้ง 1994-2001 : เวสต์แฮม ยูไนเต็ด แลมพาร์ดน้อย เริ่มต้นเส้นทางชีวิตลูกหนังในทีมเวสต์แฮม โดยมีผู้เป็นพ่อซึ่งเวลานั้นเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมของขุนค้อนคอยดูแลประคบ ประหงมอย่างใกล้ชิด จนมีคนครหาถึงความสามารถที่แท้จริงของเจ้าหนูแลมพาร์ด และกล่าวหาว่าเป็นพวก "เด็กเส้น" อย่าง ไรก็ตาม แลมพาร์ด ก็เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของทีมเยาวชนเวสต์แฮม ชุดรองแชมป์เอฟเอ ยูธ คัพ ในปี 1996 ที่มีเพื่อนร่วมทีมซึ่งต่อมากลายเป็นกำลังสำคัญให้ทีมชาติอังกฤษทั้งสิ้น อย่างโจ โคล ,ไมเคิล คาร์ริค และริโอ เฟอร์ดินานด์ ส่วนแชมป์เอฟเอ ยูธ คัพ ในปีนั้นก็คือลิเวอร์พูล ชุดที่มีไมเคิล โอเว่น และเจมี่ คาร์ราเกอร์ เป็นกำลังสำคัญนั่นเอง นอกจากนี้แลมพาร์ด ยังเป็นกัปตันทีมของชุดนั้นด้วย แต่ระหว่างนั้นก็ยังเข้าๆออกๆ ทีมชุดใหญ่ของเวสต์แฮมอยู่นาน และเคยโดนส่งตัวไปสวอนซี ยืมใช้งานอยู่ปีนึงแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ แถมยังเคยโชคร้ายขาหักในช่วงปี 1997 อีกด้วยจนต้องพักการเล่นไปนาน แต่เมื่อมาถึงฤดูกาล 1998-99 ก็ถึงคราวที่ดาวจะจรัสแสง เมื่อแลมพาร์ด แจ้งเกิดได้อย่างสวยงามร่วมกับนักเตะขุนค้อนรายอื่นๆและสามารถพาทีมจบฤดูกาล ด้วยอันดับ 5 ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ และกลายเป็นที่จับตามองของวงการฟุตบอลอังกฤษ พร้อมๆ กับการลบคำครหาเรื่องเด็กเส้นไปด้วย และ ในปี ฤดูกาล แลมพาร์ด ก็มีส่วนพาทีมเวสต์แฮม ผ่านเข้าไปเล่นยูฟ่าคัพ โดยผ่านการคัดเลือกจากถ้วยอินเตอร์โตโต้คัพด้วย ซึ่งแลมพาร์ดก็ยังเล่นให้ทีมอย่างต่อเนื่อง โดยเขาลงเล่นทั้งสิ้น 34 นัด ทำได้ 7 ประตู และในช่วงเวลานี้เองที่ทำให้แลมพาร์ด ได้รับการเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษเป็นนัดแรกในการเกมอุ่นเครื่องกับทีมชาติ เบลเยรี่ยม ในวันที่ 10 ต.ค. 1999 แต่ก็ยังไม่ได้เข้ามาเป็นสมาชิกของทีมสิงโตคำรามเท่าไหร่ เพราะหลังจากนั้นผลงานของเวสต์แฮม ก็ตกต่ำอย่างน่าใจหาย ก่อนที่บรรดาแลมพาร์ด และเพื่อนร่วมรุ่นค่อยๆทยอยย้ายออกไปเรื่อยๆ แลมพาร์ดเองก็ไม่แตกต่างจากเพื่อนที่โดนทีมใหญ่ซื้อตัวไป ร่วมทีม และเป็น "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ที่ทุ่มเงินกว่า 11 ล้านปอนด์ เพื่อดึงตัวไปร่วมทีมในวันที่ 15 พ.ค. 2001 ซึ่งแลมพาร์ด เป็นหนึ่งในนักเตะชุดแรกๆที่ถูกเคลาดิโอ รานิเอรี่ กุนซือชาวอิตาเลี่ยน ซื้อตัวมาร่วมทีม 2001-ปัจจุบัน : เชลซี 2001-2003 : ยังไม่ฉายแววโดดเด่น ฤดูกาล 2001-2002 แลมพาร์ด กลายมาเป็นนักเตะของเชลซี โดยเซ็นสัญญาในวันที่ 14 มิถุนายน 2001 ราคาประมาณ 11 ล้านปอนด์และเริ่มต้นชีวิตการค้าแข้งที่ท้าทายใหม่อีกครั้ง โดยเขาลงเล่นเป็นมิดฟิลด์เคียงข้างกับ เอ็มมานูเอล เปอร์ตี ซึ่งถือว่าเป็นคู่กองกลางที่แข่งแกร่งมาก เขาพาทีมเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศเอฟเอคัพในฤดูกาลแรกของทีมสิงโตน้ำเงินคราม แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อนัดชิงพ่ายกับอาร์เซนอล ซึ่งฤดูกาลนี้เองที่อาร์เซนอลคว้าดับเบิ้ลแชมป์เป็นครั้งที่สอง โดยแลมพาร์ดลงเล่นในลีกทั้งสิ้น 37 นัด ทำได้ 5 ประตู และ 1 ประตูจาก 4 เกมในยูฟ่าคัพ ถึงแม้ว่าฤดูกาลนี้เขาจะโชว์ผลงานได้ยอดเยี่ยม แต่ก็ไม่มีชื่อติดทีมชาติไปร่วมฟุตบอลโลก 2002 ที่เกาหลีใต้และญี่ปุ่น เข้าสู่ 2002-2003 จากความผิดหวังที่ไม่ได้ร่วมทีมไปฟุตบอลโลกทำให้เขาตั้งใจเล่นมากขึ้นกว่า เดิม และพยายามอย่างยิ่งที่จะไปยึดตัวจริงในทีมชาติอังกฤษ ซึ่งเขาก็ทำได้ดีเลยทีเดียวโดยพาทีมคว้าอันดับ 4 ของลีก แย่งตำแหน่งการไปเล่นแชมเปี้ยนลีกให้ทีมได้สำเร็จ โดยฤดูกาลนี้เขาลงเล่นในลีก 38 นัด ทำได้ 6 ประตู และ 1 ประตูจาก 2 เกมในยูฟ่าคัพ จากผลงานที่ดีวันดีคืนของเขาทำให้เขามีโอกาสก้าวขึ้นไปติดทีมชาติบ่อยครั้ง ขึ้น อย่างไรก็ดี พัฒนาการของแลมพาร์ด ในทีมเชลซีก็เป็นไปอย่างเชื่องช้าจนแทบจะตกสำรวจในทีมชาติและสายตาของแฟนบอล ทั่วไป เนื่องจากเวลานั้นเชลซี มีจอมทัพระดับโลกอย่างจานฟรังโก้ โซล่า นำหน้าอยู่ ทำให้ 2 ปีแรกที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ แลมพาร์ด ไม่ได้มีบทบาทมากนัก 2003-2004 : โชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรง จนกระทั่งถึงฤดูกาล 2003-04 เชลซี ได้เจ้าของสโมสรใหม่อย่างโรมัน อบราโมวิช เข้ามาเนรมิตทีมใหม่ด้วยเม็ดเงินมากมายมหาศาล และแลมพาร์ด เองก็เริ่มเปล่งประกายออกมาในฐานะแกนหลักในแดนกลางของเชลซีได้สำเร็จ โดยปักหลักเป็นกองกลางจอมทัพที่มีทีเด็ดด้วยการวางบอลยาวที่แม่นยำราวจับวาง และการหาจังหวะเติมขึ้นไปยิงประตู ปีนี้เขาโชว์ฟอร์ม ได้ดีพอสมควร ทั้งในนามทีมชาติ และกับสโมสรโดยเขาลงเล่นในลีก 38 นัด ทำได้ 10 ประตู และ 4 ประตูจาก 14 เกมในยูฟ่าแชมเปี้ยนลีก จนส่งผลให้ เขาได้รางวัลอันดับ 2 นักเตะยอดเยี่ยมของ PFA โดยเป็นรอง เธียร์รี่ อองรี นักเตะเวิร์ลคลาสของอาร์เซน่อล จากผลงานที่พาทีม ในฤดูกาลนั้นสิงห์บลูส์ สามารถเข้าถึงรอบรองชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และยังได้รองแชมป์พรีเมียร์ชิพอีกด้วย และแลมพาร์ด ก็เริ่มกลับมามีบทบาทในทีมชาติอีกครั้ง รวมทั้งยังเป็นปีที่เขายังทำประตูในนามทีมชาติเป็นครั้งแรกในนัดกระชับมิตร พบกับโครเอเชีย ในวันที่ 20 สิงหาคม 2003 2004-2005 : แจ้งเกิดได้อย่างเต็มตัว แต่ปีที่ ถือเป็นการแจ้งเกิดอย่างเป็นทางการในฐานะมิดฟิลด์ชั้นนำของยุโรปคือฤดูกาล ถัดมาในปี 2004-05 ที่แลมพาร์ด เป็นกำลังสำคัญในการพาเชลซี ที่ได้ยอดโค้ชอย่างโชเซ่ มูรินโญ่เข้ามาทำทีมคว้าดับเบิ้ลแชมป์ได้ในฤดูกาลนี้ ด้วยตำแหน่งแชมป์คาร์ลิ่ง คัพ และแชมป์พรีเมียร์ชิพ ซึ่งเป็นการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดครั้งแรกในรอบ 50 ปีของสโมสร และยังเป็นการคว้าดับเบิ้ลแชมป์ฉลอง 100 ปีของการก่อตั้งสโมสรด้วย หลังจากนั้นแลมพาร์ด ก็ได้รับการยกย่องในฐานะมิดฟิลด์ชั้นนำของอังกฤษและยุโรป รวมถึงในระดับทีมชาติอังกฤษด้วย ซึ่งบุตรชายของแฟรงค์ แลมพาร์ด ซีเนียร์ ก็ยังพาเชลซี คว้าแชมป์พรีเมียร์ชิพได้เป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน จนมูรินโญ่ ผู้เป็นนายยกย่องว่าเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในโลกไปแล้ว แลมพาร์ด ยังได้รับรางวัลส่วนตัวจากสมาคมผู้สื่อข่าวฟุตบอลอีกหลังทำได้ถึง 19 ประตูในฤดูกาลเดียวจากตำแหน่งกองกลาง และได้รับการยกย่องจากอดีตกัปตันทีมชาติบราซิลอย่างคาร์ลอส อัลแบร์โต้ และ "นักเตะเทวดา" ยอร์ดี้ ครัฟฟ์ ตำนานลูกหนังชาวดัตช์ว่าเป็นหนึ่งในกองกลางที่เก่งที่สุดของยุโรป 2006-2007 : ฟอร์มแผ่วลงไป หลังฝันร้ายในฟุตบอลโลก แลมพาร์ด ก็ยังกลับมาเป็นคนเดิมไม่ได้ในช่วงต้นฤดูกาล 2006-07 และยังโดนวิจารณ์ต่อเนื่องเพราะฟอร์มดร็อปลงไปจาก 2 ฤดูกาลก่อนมาก แต่ในที่สุด "แลมพ์" ก็ค่อยๆเรียกฟอร์มการเล่นเดิมๆ กลับมาโดยเฉพาะนับตั้งแต่ช่วงปีใหม่เป็นต้นมา แลมพาร์ด ก็กลับมายิงได้ถึง 7 ประตูจาก 8 นัดหลังสุด และได้รับการโหวตจากแฟนๆให้เป็นนักฟุตบอลยอดเยี่ยมประจำเดือน ม.ค. พร้อมกันนี้ เขายังสามารถจนสามารถพาทีม คว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ได้สำเร็จในช่วงท้ายฤดูกาลนี้อีกด้วย 2007-2008 : กลับมาเป็นแลมพาร์ดคนเดิม หลังจากผ่านพ้นฤดูกาลที่กระท่อนกระแท่น ในที่สุด แลมพาร์ด ก็กลับมาระเบิดฟอร์มได้อย่างสุดยอดอีกครั้ง ทั้งในเกมกับต้นสังกัด และ ในนาทีมชาติ โดยเขายิงประตูได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม อาการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อต้นขา ก็ทำให้เขาต้องพักแข้งไปนานกว่า 10 เกม ก่อนที่จะกลับมาลงเล่นได้อีกครั้งในช่วงเดือน ม.ค. และในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2008 แลมพาร์ด ก็สามารถยิงประตู ที่ 100 และเป็นประตูที่ 101 ให้กับตัวเองในนามทีม “สิงห์บูลส์” อีกด้วย ในเกมรอบที่ 5 ศึกเอฟเอ คัพ ที่ชนะ ฮัดเดอร์ฟิลด์ 3-1 ส่งผลให้เขา เป็นนักเตะเชลซี คนที่ 8 ที่ยิงประตูได้เกิน 100 ลูก ในประวัติศาสตร์ของสโมสร ในวันที่ 30 เมษายน 2008 แลมพาร์ด ต้องสูญเสียมารดาบังเกิดเกล้าไปอย่างไม่มีวันกลับ แต่เขาก็ยังตัดสินใจที่จะลงเล่นเกมยูฟ่า คัพ รอบก่อนรองชนะเลิศนัดที่ 2 ที่พบกับ ลิเวอร์พูล ณ สนาม สแตมฟอร์ด บริดจ์ ซึ่งในที่สุด เชลซี ก็เฉือนเอาชนะไปได้ในช่วงต่อเวลาพิเศษ 4-3 และเข้าไปชิงชนะเลิศ กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ มอสโก แต่เขาก็ไม่สามารถพาทีมคว้าแชมป์ถ้วยสูงสุดของยุโรปได้ ภายหลังแพ้ดวลจุดโทษให้กับทีม “ปีศาจแดง” ไป 5-6 หลังจากในเวลา 90 นาที และช่วงต่อเวลาพิเศษ ทั้งคู่เสมอกัน 1-1 วันที่ 18 สิงหาคม 2008 แลมพาร์ดต่อสัญญากับทีมออกมาอีก 5 ปี เป็นสัญญาที่มีมูลค่า 39.2 ล้านปอนด์ เลยทีเดียว เขาออกสตาร์ทได้สวยโดยการ ซัดไป 5 ลูก ใน 11 นัดแรก และซัดลูกที่ 100 ของตัวเขาเองได้ในนัดที่ถล่ม ซันเดอร์แลนด์ไป 5-0 วันที่ 2 พฤจิกายน 2008 โดย 18 ใน 100 ประตูของเขานั้นเป็นการซัดจุดโทษ แลมพาร์ดได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยม ประจำเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นการได้รางวัลนี้ ครั้งที่สามของเขา แต่พอได้รับรางวัลไปแล้ว เขากลับตีนบอดอยู่ถึง 4-5 นัด ก่อนที่จะมาทำประตูได้อีกทีโดยเป็นการซัด 3 ประตู ใน 2 นัดติดกัน ซึ่งเหยื่อที่โดนก็คือ เวสบรอมวิช และฟูแล่ม โดนเบิ้ลสอง เขาลงสนามนัดที่ 400 ในนัดที่เจอกับสโตก ซึ่งสามารถทำประตูได้ด้วย และก็มาทำ 2 ลูกอีกครั้ง ในแมทช์ที่เจอกับ"หงส์แดง"ลิเวอร์พูล สุดยอดทีมจากเกาะอังกฤษ ในเลกสองของรอบ 4 ทีมสุดท้าย ศึกยูฟ่าแชมเปี้ยนลีก บวกเพิ่มด้วยจ่ายให้ยิง สองครั้งในนัดที่เจอกับอาร์เซนอล แลมพาร์ จบฤดูกาลด้วยการซัดไป 12 ประตูในลีก (20 ประตู รวมทุกรายการ)คว้าตำแหน่งนักเตะในใจแฟนๆเชลซีไปครอง ซึ่งลูกสุดท้ายในฤดูกาลที่เขาทำได้ ก็คือนัดที่ซัดในรอบชิงชนะเลิศ เอฟเอคัพ กับเอฟเวอร์ตัน เป็นครั้งที่ 4 แล้วที่เขาทำได้ถึ 20 ลูกในฤดูกาลเดียว และคว้าตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมของทีมเชลซี ไปครองเป็นครั้งที่สาม สถิติที่น่าสนใจของ แลมพาร์ด แลมพาร์ด ยิงประตูให้กับ เชลซี ไปแล้วทั้งสิ้น 101 ลูก (ในวันที่ 30 เมษายน 2008) ซึ่งทำให้เขาเป็นนักเตะที่ยิง่ประตูให้กับทีม “สิงห์บูลส์” มากที่สุดในปัจจุบัน และเป็นนักเตะที่ยิงประตูสูงสุด เป็นอันดับ 7 ในประวัติศาสตร์ของสโมสร อย่างไรก็ตาม ลูกยิงของแลมพาร์ด ก็มักถูกวิจารณ์วิจารณ์ว่า ส่วนใหญ่มาจากการยิงแฉลบคู่ต่อสู้ นอกจากนี้แลมพาร์ด ยังเคยเป็นเจ้าของสถิติลงเล่นเป็นตัวจริงต่อเนื่องมากที่สุดในพรีเมียร์ชิ พด้วยจำนวนกว่า 164 นัด นั้บตั้งแต่เดือน 13 ตุลาคม 2001 จนถึง 26 พฤศจิกายน 2005 โดยทำลายสถิติเดิมของ เดวิด เจมส์ โกล์ทีมชาติอังกฤษของ ปอร์ธสมัธ ที่ทำไว้ 159 เกม ซึ่งอันที่จริงสถิติอาจจะยืนยาวกว่านั้นถ้าแลมพาร์ด ไม่เกิดป่วยกะทันหันจนลงสนามไม่ไหวเสียก่อน ในวันที่ 28 ธันวาคม 2005 ใน ฤดูกาล 2005-2006 แลมพาร์ด ทำสถิติเป็นนักเตะมิดฟิลด์ที่ทำประตูได้มากสุดเป็นอันดับ 2 ในศึกพรีเมียร์ชิพ อังกฤษ รองจาก แม็ธทิว เลอ ทิสเอ ที่เคยทำไว้ 20 ประตู อย่างไรก็ตาม อันดับของเขาก็หล่นไปเป็นที่ 3 ภายหลังจากที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ปีกทีมชาติโปรตุเกส ของแมนฯ ยูไนเต็ด ยิงประตูแซงหน้าหน้าเขาไปได้ แลมพาร์ด เป็นนักเตะมิดฟิลด์ของเชลซี คนแรก ที่ยิงแฮตทริก ได้ทั้งในเกมบอลถ้วยทั้งสองของเกาะอังกฤษ ได้แก่ ทัวร์นาเม้นต์ เอฟเอ คัพ รอบ 3 ที่พบกับ แม็คเคิ่ลฟิลด์ ทาวน์ ฤดูกาล 2006-2007 และ ทัวร์นาเม้นต์ คาร์ลิ่ง คัพ รอบที่ 4 ที่พบกับ เลสเตอร์ ซิตี้ ฤดูกาล 2007-2008 แลมพาร์ด ติดทีมชาติอังกฤษครั้งแรก ในชุดยู-21 ปี ภายใต้การคุมบังเหียนของ ปีเตอร์ เทย์เลอร์ โดยลงเล่นนัดแรกในวันที่ 13 พฤศจิกายน 1997 ในเกมที่พบกับ กรีซ นอกจากนี้ เขายังเคยมีส่วนร่วมในทัวร์นาเม้นต์ ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ยู-21 ในปี 2000 อีกด้วย หลังจากนั้น แลมพาร์ด ก็ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ได้สำเร็จ ในเดือน ตุลาคม ปี 1999 โดยลงเล่นนัดแรกในเกมอุ่นเครื่องที่พบกับ เบลเยี่ยม ในฐานะตัวสำรอง อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังไม่ถูกเลือกให้ติดทีมชาติอังกฤษ ชุดลุยศึกฟุตบอลยูโร 2000 ที่ประเทศ เบลเยี่ยม และฮอลแลนด์ เช่นเดียวกับ ศึกฟุตบอลโลก ปี 2002 ที่ประเทศ เกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น เป็นเจ้าภาพ ทว่า ในที่สุด กองกลางสุดหล่อที่ทำผลงานได้ดีอย่างสม่ำเสมอให้กับเชลซี ก็ถูกเลือกให้ติดทีมชาติอังกฤษ ชุดลุยศึกยูโร 2004 ที่ประเทศ โปรตุเกส ซึ่งเขาก็สามารถแจ้งเกิดในเวทีระดับชาติทัวร์นาเม้นต์นี้ ได้สำเร็๗ แม้ว่kแม้อังกฤษ จะไปไม่ถึงดวงดาวร่วงตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายด้วยน้ำมือเจ้าภาพโปรตุเกส แต่แลมพาร์ด ก็ได้รับเลือกให้ติดทีมยอดเยี่ยมของศึกยูโรครั้งนี้หลังยิงไป 3 ประตูจาก 4 นัด ดังไม่แพ้เวย์น รูนี่ย์ กองหน้าอัจฉริยะที่แจ้งเกิดได้พร้อมๆ กัน อย่างไรก็ ตาม แลมพาร์ด ต้องเจอกับช่วงเวลาที่เลวร้ายเหมือนกันในช่วงฟุตบอลโลก 2006 ที่ไม่สามารถรีดเร้นฟอร์มสุดยอดออกมาได้เหมือนยามเล่นให้เชลซี และโดนวิจารณ์อย่างรุนแรงโดยเฉพาะเรื่องที่เป็นนักเตะที่มีโอกาสยิงมากที่ สุดในทัวร์นาเมนต์แต่กลับยิงไม่ได้แม้แต่ประตูเดียว รวมถึง ในเกมยูโร 2008 รอบคัดเลือก ที่เขายังคงโชว์ฟอร์มได้ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน จนทำให้ถูกแฟนบอลชาวผู้ดีพร้อมใจกันโห่ในเกมที่พบกับ เอสโนเนีย ในวันที่ 13 ตุลาคม 2007 ซึ่งเขาถูกเปลี่ยนลงมาเล่นเป็นสำรอง ก่อนที่เขาจะไม่อาจช่วยให้ อังกฤษ พาเขารอบยูโร 2008 รอบสุดท้าย ที่ประเทศ ออสเตรีย และสวิตเซอร์แลนด์ ได้ในที่สุด ลับเฉพาะกับ แฟร้งค์ แลมพาร์ด เรียก ได้ว่า แลมพาร์ด เกิดมาในครอบครัวนักฟุตบอลอย่างแท้จริง โดย พ่อของเขา แฟร้งค์ ซีเนียร์ เคยเล่นให้กับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ในตำแหน่ง ฟูลแบ็ก ขณะที่ อาของเขา แฮร์รี่ เร้ดแนปป์ ก็ยังเป็นนักเตะของ เวสต์แฮม รวมถึง ยังเป็นผู้จัดการทีม พอร์ทสมัธ คนปัจจุบัน อีกด้วย ส่วน ลูกพี่ลูกน้องของ แลมพาร์ด อย่าง เจมี่ เร้ดแนมปป์ ซึ่งปัจจุบัน แขวนสตั๊ดไปแล้ว ก็เคยติดทีมชาติอังกฤษ ทั้งสิ้น 17 นัด และยังเคยเล่นฟุตบอลให้กับ เซาธ์แฮมป์ตัน, สเปอร์ส, ลิเวอร์พูล และ บอร์นมัธ มาแล้ว แลมพาร์ด สูญเสีย มารดา ไปอย่างไม่มีวันกลับในวันที่ 24 เมษายน 2008 เนื่องจากโรคปอด โดยเขาได้ไปพิธีศพของแม่ ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2008 ซึ่งนับแต่นั้นเป็นต้นมา เขาก็ตั้งปณิธานว่า ทุกประตูที่เขาทำได้ จะอุทิศให้กับแม่ของเขา ด้วยการชี้นิ้วขึ้นบนฟ้าและมองไปข้างหน้า ปัจจุบัน แลมพาร์ด ได้หมั้นกับ อีเลน รีฟส์ แฟนสาว ซึ่งให้กำเนิดบุตรสาวคนแรก ในปี 2003 ซึ่งทั้งคู่ได้ตั้งชื่อให้กับหนูน้อยคนนี้ว่า ลูน่า โคโค่ แพทริเซีย ก่อนที่ในปี 2007 ทั้งคู่จะได้ลูกสาวมาอีกหนึ่งคน โดยมีชื่อว่า อีสล่า โดยที่แลมพาร์ดได้เปิดเผยว่า กำลังมีแผนที่จะเข้าพิธีวิวาห์กับ อีสร่า อย่างแน่นอน ปัจจุบัน แลมพาร์ด เป็นเจ้าของรถ แอสตัน มาร์ติน ดีบี9 และ เฟอร์รารี่ 612 สกาเกลีตติ รวมทั้งยังเลี้ยงสุนัขพันธุ์เฟร้นช์ มาสติฟฟ์ส ไว้ 2 ตัว โดยให้ชื่อว่า Daphne และ Rocco ส่วนในประเด็นทางการเมืองนั้น แลมพาร์ด เคยออกมาระบุว่า ตัวเองสนับสนุนพรรคอนุรักษ์นิยม ของอังกฤษ อีกด้วย ด้วยฝีเท้าที่ฉกาจกรรจ์เกิน วัย บวกกับพรสวรรค์ที่มีอยู่เต็มเปี่ยม ทำให้ รูนี่ย์ เติบโตขึ้นในวงการลูกหนังได้อย่าง ไม่อยากเย็น โดยตอนที่อายุ 14 ปี เขาก็ได้เลื่อนขึ้นมาเล่นในทีมเยาวชนชุดไม่เกินอายุ 19 ปี แล้ว และสามารถรับมือกับบรรดานักเตะที่อายุมากกว่าได้สบายๆ
ในวัย 16 ปี เขาก็โดน เดวิด มอยส์ กุนซือของเอฟเวอร์ตัน ดึงตัวขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่แล้ว และก็แจ้งเกิดในพรีเมียร์ลีก ด้วยการซัดประตูสุดสวยช่วยให้ เอฟเวอร์ตัน เอาชนะ อาร์เซน่อล ไปได้ 2-1 เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2002 และประตูชัยของรูนี่ย์ ก็หยุดสถิติไม่พ่ายแพ้มานานถึง 30 นัด ของ อาร์เซน่อล ลงไปได้
เท่านั้นยังไม่พอ รูนี่ย์ ยังมาทำลายสถิติเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ลงเล่นให้กับทีมชาติอังกฤษ ด้วยวัย 17 ปี กับ 111 ในตอนที่เขาลงสนามในนัดที่ อังกฤษ พบกับ ออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ปี 2003 ทำลายสถิติเดิมของ เจมส์ ปรินเซป ที่ยาวนานมากว่า 124 ปี ลงได้
หลังจากนั้นอีก 7 เดือน เขาก็กลายเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดที่ทำประตูให้กับทีมชาติอังกฤษได้ เมื่อยิงประตู มาเซโดเนีย ได้สำเร็จ ในการทำศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ปี 2004 รอบคัดเลือก โดยตอนนั้นเขามีอายุ 17 ปี กับอีก 317 วัน
โคลิน ฮาร์วี่ย์ อดีตโค้ชของรูนี่ย์ ในทีมเยาวชนของเอฟเวอร์ตัน เคยกล่าวไว้ว่านามฟุตบอลก็เหมือนสนามเด็กเล่นของรูนี่ย์ เขาสนุกกับมัน และวิงพล่านไปทั่วสนาม ถึงแม้ว่าจะเป็นกองกน้า แต่ก็ลงไปช่วงล้วงบอล แย่งบอลในแผงกองกลางอยู่เสมอ แถมบางทียังโผล่ไปช่วยเกมรับอีกด้วย
รูนี่ย์ แจ้งเกิดในระดับนานาชาติได้อย่างเต็มตัว ในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป รอบสุดท้าย ปี 2004 ที่ประเทศโปรตุเกส เป็นเจ้าภาพ เมื่อเขาเล่นได้อย่างโดดเด่น และทำได้ 4 ประตู พา อังกฤษ ผ่านเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ ไปพบกับ โปรตุเกส และความหวังของ อังกฤษ ก็พังทลายลงเมื่อ รูนี่ย์ ได้รับบาดเจ็บ จนถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนาม และ อังกฤษ ที่ไร้ รูนี่ย์ ก็แพ้ โปรตุเกส ไปในที่สุด ในการดวลจุดโทษ
หลังจากที่โด่งดังขึ้นมากับ เอฟเวอร์ตัน ในที่สุด รูนี่ย์ ก็โดนทีมยักษ์ใหญ่ อย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทุ่มเงินถึง 27 ล้านปอนด์ กระชากตัวมาร่วมทีม ซึ่งตอนแรกๆใครๆก็คิดว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เสี่ยงไปไหมในการทุ่มเงินจำนวนดังกล่าว เพื่อนักเตะที่อายุยังไม่ถึง 20 ปี คนหนึ่ง
แต่ในท้ายที่สุด รูนี่ย์ ก็แสดงให้เห็นว่าเงินจำนวนนั้น ไม่ได้แพงเกินฝีเท้าของเขาเลย เมื่อเขาทำแฮตทริกได้ทันทีในการลงสนามให้กับ “ปีศาจแดง” ในนัดที่เอาชนะ เฟเนร์บาห์เช่ ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก่อนจะจบฤดูกาล 2004/2005 ด้วยการลงสนามไป 29 นัด ทำได้ 11 ประตู ในฐานะของกองหน้าตัวต่ำ และคว้ารางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมของอังกฤษ มาครองได้
ในฤดูกาล 2005/2006 รูนี่ย์ ก็ยังทำผลงานได้ดี จนพา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์ลีก คัพ มาครอง ด้วยการเอาชนะ วีแกน 4-0 ในรอบชิงชนะเลิศ โดยที่ รูนี่ย์ ทำได้ 2 ประตู และนี่ก็คือแชมป์รายการแรกในอาชีพค้าแข้งของเขารูนี่ย์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักเตะที่พรสวรรค์สูงที่สุดของอังกฤษ นับตั้งแต่หมด พอล แกสคอยน์ กองกลางอัจฉริยะของพวกเขา แต่กว่า แกซซ่า จะติดทีมชาติก็อายุ 22 ปีแล้ว ขณะที่ รูนี่ย์ เป็นกำลังสำคัญของทีม “สิงโตคำราม” ตั้งแต่อายุ 18 ปี
สเวน โกรัน อีริคส์สัน เคยกล่าวยกย่อง รูนี่ย์ ว่าจะกลายเป็นตำนานลูกหนังของโลก เช่นเดียวกับ เปเล่ ของบราซิล โดยที่ หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ กุนซือทีมชาติโปรตุเกส ตอบคำถามนักข่าวที่ถามถึงการเปรียบเทียบกันระหว่าง เปเล่ กับ รูนี่ย์ ว่า “ก็แค่คนหนึ่งผิวดำ ส่วนอีกคนหนึ่งผิวขาว เท่านั้น” จนทำให้แฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บางกลุ่ม เรียก รูนี่ย์ ว่า “เอล บลังโก้ เปเล่”
รูนี่ย์ เป็นกำลังสำคัญที่ช่วยพา อังกฤษ ผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 2006 แม้ว่าเขาจะยิงประตูไม่ได้ แต่ก็ช่วยสร้างสรรค์เกม และจ่ายบอลให้กับเพื่อนร่วมทีมหาจังหวะทำประตูได้
อย่างไรก็ตาม รูนี่ย์ กลับพบโชคร้าย เมื่อได้รับบาดเจ็บกระดูกฝ่าเท้าขวาแตก ในการลงสนามนัดที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แพ้ เชลซี 0-3 ในศึกพรีเมียร์ชิพ เมื่อวันที่ 29 เมษายน ที่ผ่านมา และคาดว่าเขาจะต้องพักอย่างน้อย 6 สัปดาห์ หรือกว่าจะฟิตสมบูรณ์กลับมาลงสนามได้ในฟุตบอลโลก ก็ต่อเมื่อจบรอบแรก ไปแล้ว แต่ สเวน โกรัน อีริคส์สัน กุนซือทีมชาติอังกฤษ ก็ยังมั่นใจในตัวลูกทีมรายนี้ และใส่ชื่อเขาไปลุย เยอรมัน 2006 แม้ว่าจะโดนวิจารณ์อย่างหนัก นั่นแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ รูนี่ย์ ได้เป็นอย่างดี
เจอร์รา ร์ด หรือที่มีนิคเนมว่า "สตีวี่จี" ได้ลงเล่นฟุตบอลอาชีพครั้งแรกในนามทีมลิเวอร์พูลชุดใหญ่ ในวันที่ 29 พฤศจิกายน 1998 โดยเขาถูกเปลี่ยนตัวลงไปเล่นแทน เวการ์ด เฮ็กเกม ในเกมที่พบกับ แบล็คเบิร์น ขณะที่ เกมที่เขาได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงเกมแรก เกิดขึ้นในเกมยูฟ่า คัพ ปี 1998 ที่พบกับ เซลต้า บีโก้ เนื่องจาก เจมี่ คาราเกอร์ มิดฟิลด์จอมทัพของทีมได้รับบาดเจ็บ และแม้ว่า "หงส์แดง" จะแพ้ในนัดนั้น แต่ เจอร์ราร์ด ก็ได้รับการยกย่องอย่างมากว่าเล่นได้ดี มีอนาคตในทีมอย่างแน่นอน
2001-2003 : ช่วงแห่งความสำเร็จ
เบียดคว้าตำแหน่งไปครอง นอจากนั้น เจอร์ราร์ด ยังอยู่ในอันดับ 3 ของรางวัลนักกีฬายอดเยี่ยมแห่งปีของบีบีซี อีกด้วย อย่าง ไรก็ตาม ในเดือน กรกฎาคม ปี 2005 ซึ่งเป็นช่วงปิดฤดูกาล การเจรจาต่อสัญญาของ เจอร์ราร์ด กับ ลิเวอร์พูล ก็ล้มเหลวลงอีกครั้ง ท่ามกลางข่าวลือว่า เชลซี ยื่นข้อเสนอมาให้ เจอร์ราร์ด ย้ายมาร่วมทีม "สิงโตน้ำเงินคราม" ด้วยค่าตัวมหาศาล 32 ล้านปอนด์ ซึ่งสูงที่สุดในอังกฤษ และในวันที่ 5 กรกฎาคม ปีนั้น เจอร์ราร์ด ก็ออกมาประกาศว่าเขาอยากจะย้ายออกจากแอนฟิลด์ หลังจากที่ยังตกลงเรื่องสัญญากับทางสโมสร ไม่ได้ซักที
ชื่อเต็ม : แฟรงค์ เจมส์ แลมพาร์ด จูเนียร์
วันเกิด : 20 มิถุนายน ค.ศ. 1978
สถานที่เกิด : ลอนดอน ประเทศอังกฤษ
ส่วนสูง : 1.83 เมตร (6 ฟุต 0 นิ้ว)
ตำแหน่ง : กองกลาง
สโมสรปัจจุบัน : เชลซี (2001-ปัจจุบัน)
หมายเลข : เบอร์ 8
ทีมชาติ : อังกฤษ (1999-ปัจจุบัน)
แฟรงค์ แลมพาร์ด นักฟุตบอลชาวอังกฤษ ซึ่งปัจจุบัน ค้าแข้งกับ เชลซี ทีมดังในลีกสูงสุดเมืองผู้ดี มีชื่อเต็มว่า “แฟร้งค์ เจมส์ แลมพาร์ด จูเนียร์” เกิดวันที่ 20 มิถุนายน ค.ศ. 1978 ที่ รอมฟอร์ด, ลอนดอน ประเทศ อังกฤษ เป็นบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ซีเนียร์ อดีตตำนานแบ็กซ้ายของทีม "ขุนค้อน" เวสต์แฮม และทีมชาติอังกฤษ และเป็นญาติสนิทกับทางตระกูล "เร้ดแนปป์" อีกหนึ่งในตระกูลดังและมีบทบาทในวงการลูกหนังอังกฤษมานานหลายทศวรรษ
ทีมชาติอังกฤษ
เกียรติประวัติ
สโมสร
เวสต์แฮม ยูไนเต็ด
อินเตอร์ โตโต้ คัพ : แชมป์ (1999)
เชล ซี
พรีเมียร์ลีก : แชมป์ (2005, 2006), รองแชมป์ (2004,2007,2008)
เอฟเอคัพ : แชมป์ (2007, 2009), รองแชมป์ (2002)
ลี กคัพ : แชมป์ (2005, 2007), รองแชมป์ 2008
คอมมิวนิตี้ ชิลด์ : แชมป์ (2005), รองแชมป์ (2006,2007)
ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก : รองแชมป์ (2008)
ส่วน ตัว
นักฟุตบอลอังกฤษยอดเยี่ยมจากการโหวตของแฟนบอล : 2004,2005,2009
นักฟุตบอลอาชีพยอดเยี่ยมแห่งปีของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ : 2005, 2005
นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของสมาคมผู้สื่อข่าวอังกฤษ ปี 2005
ติด ทีมยอดเยี่ยมฟุตบอลโลกของฟีฟ่า : 2005
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น