วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2553
วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2553
สัตว์ที่ชอบ
มาแล้ว...!! สำหรับ เพื่อนๆที่เลี้ยงลูกพันธุ์พุดเดิ้ล เพื่อนๆทราบกันหรือยังว่า เขามีถิ่นกำเนิดมาจากที่ไหน ? เขามี นิสัยอย่างไร บางทีนะ คุณคิดว่าคุณรักเขาเอาใจใส่เขาพอแล้ว คุณอาจจะยังไม่เข้าใจความรู้สึก และการแสดงออกถึงความต้องการของเขาก็ได้
มามะ ..วันนี้ เจินโกะ จะค้นหา ประวัติของพุดเดิ้ลมาให้เพื่อนๆอ่าน...จัดมา!!
พุดเดิ้ล ได้ชื่อว่าเป็น สุนัข ที่มีความนิยมอันดับหนึ่งของโลก และขึ้นชื่อว่าฉลาด ฝึกง่าย สอนง่าย ขี้อ้อน และประจบเก่งเป็นที่สุด แถมยังอดทนไม่ขี้แย เลี้ยงง่าย แม้จะปาก เปราะไปบ้างแต่ก็ไม่ได้เป็นหมาที่เห่าไม่รู้เรื่อง ยิ่งในบ้านเรา พุดเดิ้ล สายพันธุ์ นิยมเลี้ยงกันคือ พุดเดิ้ลทอย มันกลายเป็นหวานใจตัวจ้อยของหลายๆ ครอบครัว เพราะขนาด ไม่เล็กไม่ใหญ่ แถมยังมีลักษณะเป็นเหมือนเหมือนตุ๊กตาที่มีชีวิต สดใสมี ชีวิตชีวา มีนิสัยรักสวยรักงาม ชอบเสริมสวย ชอบเที่ยว และเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวได้ เร็ว
พุดเดิ้ล (Poodle) มีถิ่นกำเนิดในประเทศฝรั่งเศสและเยอรมนีตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษ ที่ 14 แต่ไม่สามารถสรุปแน่ชัดว่าต้นกำเนิดจริงๆ เป็นประเทศเยอรมนีหรือประเทศฝรั่งเศส อย่างไรก็ตามทั้ง 2 ประเทศต่างนิยมเลี้ยง พุดเดิ้ล ไว้เพื่อใช้งาน "เก็บของในน้ำ" เหมือนกัน ซึ่งนั่นก็คือ "นกเป็ดน้ำ" ที่ชาวไร่ชาวนายิงได้
สุนัข พุดเดิ้ล แบ่งได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้
1. พุดเดิ้ลทอย (Toy Poodle) เป็นพุดเดิ้ลขนาดเล็ก สูงไม่เกิน 12 นิ้ว หนักประมาณ 6 กิโลกรัม
2. พุด เดิ้ล มินิเจอร์ (Miniture Poodle) เป็นพุดเดิ้ล ขนาดกลาง สูงประมาณ 11-15 นิ้ว หนักประมาณ 11 กิโลกรัม
3. พุดเดิ้ล สแตนดาร์ด (Standard Poodle) เป็นพุดเดิ้ลขนาดใหญ่ สูงประมาณ 18-22 นิ้ว หนักประมาณ 20 กิโลกรัม
ถ้าพูดถึงเรื่องนิสัยใจคอของเจ้า พุดเดิ้ล ทุกขนาด จะเป็น สุนัข ที่น่าหยิกน่าหมั่นไส้ แสนประจบ ซน และขี้เล่น พุดเดิ้ล พันธุ์เล็กกับ พุดเดิ้ลทอย จะไม่ค่อยไว้ใจคนแปลกหน้า และมีความอดทนกับเด็กน้อยกว่าพันธุ์มาตรฐาน
อาหารและการดูแล สุนัข พุดเดิ้ล
อาหารการกินของ สุนัข พุดเดิ้ล ควรให้เป็นอาหารสำเร็จรูปจะดีที่สุด อาหารสำเร็จรูปนั้นมีอยู่หลายสูตรด้วยกัน ได้แก่ อาหารสูตรลูกสุนัข อาหารสูตรสุนัขโต และอาหารสูตรสุนัขแก่ การให้อาหารก็ควรให้ตรงตาม อายุและสูตร เนื่องจากสุนัขในแต่ละวัยนั้นมีความต้องการอาหารที่แตก ต่างกัน อย่างเช่น ลูกสุนัข จำเป็นต้องได้รับสารอาหารจำพวก โปรตีนสูงกว่าสุนัขโต ในขณะที่ร่างกายของสุนัขโตจะต้องการอาหารประเภท พลังงานมากกว่าโปรตีน อย่างนี้เป็นต้น และปริมาณการให้อาหารก็ไม่ควรมากจนเกินไป เพราะ พุดเดิ้ล จัดเป็น สุนัขพันธุ์เล็กที่กินไม่มาก
นอกจากนี้ เรื่องความสะอาดของลูกก็เป็นสิ่งสำคัญนะคะ ตาก็เป็นอวัยวะสำคัญที่พบ ปัญหา พูเดิ้ล ส่วนใหญ่จะมีร่องน้ำตาที่เห็นได้ค่อนข้างชัด ซึ่งเป็น จุดที่ทำให้คราบน้ำตาหรือสิ่งสกปรกไปหมักหมมได้ง่าย เจ้าของ จึงควรคอยเช็ดทำความสะอาดให้ทุกวัน เพราะหากทิ้งไว้นานๆ คราบนั้น จะฝังแน่นอย่างถาวร เช็ดไม่ออก นอกจากนั้น ยังควรหมั่นตรวจดูดวงตาของ สุนัข พูเดิ้ล ด้วยว่ามีฝ้าขาวๆ หรือรอยขีดข่วน รอยแผลบ้างหรือไม่
โรคที่พบ กับพุดเดิ้ล โรคที่ มักพบใน พุดเดิ้ล จะคล้ายๆ กับชิสุ คือเรื่องตา เนื่องจาก เป็นน้องหมาตาโตแบ๊ว เหมือนๆ กันจึงทำให้มีโอกาสเสี่ยงในการเกิด การระคายเคืองและเป็นโรคตาได้ง่าย แต่สำหรับ พูเดิ้ล แล้วสาย พันธุ์ของเขามีที่มีปัจจัยโน้มนำที่ทำให้เกิดโรคต้อกระจกได้มากกว่าสุนัข พันธุ์อื่นๆ เจ้าของสามารถสังเกตอาการป่วยของพูเดิ้ลเมื่อป่วยด้วยโรค ตา สังเกตได้จากเริ่มตาแดง ตาฝ้า บางครั้งจะมีน้ำตาเอ่อ มีขี้ตามากผิดปกติ ชอบเกาตาหรือไถตากับพื้นหรือฝาผนัง ที่เห็น ได้อย่างเด่นชัดสุด คือ การเดินชนของ เดินขึ้นบันไดลงบันไดไม่ค่อยถนัด หาชามข้าว ไม่พบ เป็นต้น ซึ่งหากพบมีอาการเหล่านี้ควรนำมาพบสัตวแพทย์เพื่อวินิจฉัย โรคและได้รับการรักษาอย่างตรงจุด
อ้างอิงจาก : http://kaejung.igetweb.com/index.php?mo=3&art=345774
...เป็นไงจ้าเพื่อนๆทุกคน เจินคิดว่า บทความนี้ เพื่อนๆคงได้ความรู้ไปไม่มากก็น้อยเลยทีเดียว เนอะ ^^… อย่าง น้อย เพื่อนๆก็คงจะพอเข้าใจลูกรักของคุณมากขึ้น และเอาใจใส่เขามากขึ้น นะคะ เพราะยังไง เขาก็มีจิตใจและมีความรักเหมือนกับเรา ...
*ไปแล้ว วันหน้า มีอะไร ที่เป็นความรู้เกี่ยวกับ สุนัข เดี๋ยวหนูเจินโกะ จะมาอัพเดทให้เพื่อนๆอ่านอีกนะคะ*
วันอังคารที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2553
ทีมชาติที่ชื่นชอบ
ประวัติทีมชาติ เชลซี
สโมสรฟุตบอลเชลซีก่อตั้งเมื่อ 10 มีนาคม พ.ศ. 2448 (ค.ศ. 1905) ที่ ผับชื่อเดอะไรซิงซัน ตรงข้ามกับสนามแข่งปัจจุบันบนถนนฟูแลม และได้เข้าร่วมกับลีกฟุตบอลในเวลาต่อมา เชลซีเริ่มมีชื่อเสียงภายหลังจากที่ได้รับชัยชนะใน ดิวิชั่น 1 ฤดูกาล 1954–55
ปี 1996 แต่งตั้ง รุด กุลลิท(Ruud Gullit) เป็นทั้งผู้เล่นและผู้จัดการทีม เชลซีสามารถคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ มาครองได้ในยุคของกุลลิทนี้
ปี 1997 เปลี่ยนผู้จัดการทีมเป็น จิอันลูก้า วิอัลลี่( Gianluca Vialli) โดยเป็นทั้งผู้เล่นและผู้จัดการทีมในช่วงแรก ในยุคของวิอัลลี่นี้สามารถทำทีมได้แชมป์ลีกคัพ และ ยูฟ่า คัพวินเนอร์สคัพและ สามารถเข้าถึงรอบรอง"ยูฟ่า คัพวินเนอร์สคัพ"ได้เป็นปีทีสองติดต่อกันก่อนที่จะแพ้รีล มายอร์ก้าใน ปีนั้นทีมที่ได้แชมป์คือ ลาซิโอทีมจากอิตาลีไป ซึ่งเป็นปีสุดท้ายที่มีการจัดการแข่งขัน "ยูฟ่า คัพวินเนอร์สคัพ"
ปี 2000 จิอันลูก้า วิอัลลี่ถูกปลดออกจากผู้จัดการทีมและแทนที่ด้วย เคลาดิโอ รานิเอรี(Claudio Ranieri) เป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ ในยุคของรานิเอรีนั้น เชลซีมีผลงานติดห้าอันดับแรกของของพรีเมียร์ลีกอย่างสม่ำเสมอ
มิถุนายน ปี พ.ศ. 2546 (ค.ศ.2003) โรมัน อบราโมวิช เข้าซื้อกิจการต่อจากเคน เบตส์(Ken Bates) ในราคา 140 ล้านปอนด์ หลังการเข้าซื้อกิจการของมหาเศรษฐีชาวรัสเซีย เคลาดิโอ รานิเอรีซึ่ง เป็นผู้จัดการทีมในขณะนั้นยังคงได้คุมทีมต่อไป ภายใต้การเปลี่ยนแปลงทีมอย่างมากมาย มีการซื้อนักเตะชื่อดังหลายรายเข้ามาเสริมทีมโดยใช้เงินไปอีกมากมายกว่าร้อย ล้านปอนด์ เมื่อสิ้นสุดฤดูกาลแข่งขันเชลซีไม่คว้าแชมป์ใดมาได้เลย สามารถทำอันดับ 2 ของพรีเมียร์ลีก และ เข้าสู่รอบ 4 ทีมสุดท้ายยูฟ่าแชมเปี้ยนลีก เมื่อจบฤดูกาลแรกหลังจากเข้าซื้อกิจการของมหาเศรษฐีชาวรัสเซีย ทางทีมจึงได้ปลด เคลาดิโอ รานิเอรี่ ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม และได้เซ็นสัญญาให้ โชเซ่ มูรินโญ่ ( José Mourinho)เป็นผู้จัดการทีมต่อมา
ปี พ.ศ. 2547 (ค.ศ.2004) เปลี่ยนผู้จัดการทีมเป็น โชเซ่ มูรินโญ่ ซึ่งสร้างสีสันให้กับวงการฟุตบอลอังกฤษในสมัยนั้นเป็นอย่างมากกับบทสัมภาษณ์ และทัศนะของ มูริญโญ่เอง
ปี พ.ศ. 2548 (ค.ศ.2005) ได้เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกหลังจาก โรมัน อบราโมวิช เข้าซื้อกิจการของสโมสร และครบร้อยปีจากการตั้งสโมสร
ปี พ.ศ. 2549 (ค.ศ. 2006) ได้เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกอีกครั้งสอง สมัยติดต่อกัน
20 กันยายน พ.ศ. 2550 มูรินโญ่ถูกไล่ออกจากตำแหน่ง หลังจากทำผลงานไม่ดี 3 นัดติดต่อกัน แพ้ แอสตันวิลลา 0-2 เสมอแบล็กเบิร์นโรเวอร์ส 0-0 และไล่ตีเสมอโรเซนบอร์ก 1-1 [1] และเปลี่ยนผู้จัดการทีมเป็น อัฟราม แกรนท์ (Afram Grant)
11 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 สิ้นสุดฤดูกาลแรกของ อัฟราม แกรนท์ ไม่สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ หลังจากรับงาน อัฟราม แกรนท์ พาทีมเชลซีต่อสู้แย่งแชมป์กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จนถึงนัดสุดท้าย แต่ไม่สามารถทำได้โดยนัดสุดท้ายทำได้เพียงเสมอกับ โบลตัน (Bolton)1-1 โดยถูกตีเสมอในนาทีสุดท้ายของการแข่งขัน สิ้นสุดฤดูกาลเชลซีทำแต้มได้ 85 แต้ม โดยแชมป์(แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)ทำได้ 87 แต้ม
21 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 เข้าชิงแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกเป็นครั้งแรกของสโมสร กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่กรุงมอสโค ประเทศรัสเซีย ในเวลา 120 นาทีเสมอกัน 1-1 ต้องเตะลูกจุดโทษตัดสิน เชลซีแพ้ไป 10-9 ประตู
24 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ผู้บริหารสโมสรมีมติปลดอัฟราม แกรนท์ ออกจากตำแหน่ง
1 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 สโมสรเชลซีแต่งตั้ง หลุย เฟลิปเป้ สโกลารี่ ขึ้นเป็นกุนซือเชลซีอย่างเป็นทางการ
9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 สโกลารี่ทำผลงานได้ไม่ดี หลังจากนำทีมเสมอต่อ ฮัลล์ 1-1 ตามหลังแมนฯ ยูผู้นำอยู่ 7 แต้ม ผู้บริหารสโมสรได้มีมติปลดออกจากตำแหน่ง
12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 มติสโมสรแต่งตั้ง กุส ฮิดดิ้งค์ กุนซือชาวฮอลแลนด์ผู้จัดการทีมชาติรัสเซียเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ โดยฮิดดิ้งค์จะทำหน้าที่ควบ 2 ตำแหน่ง ทั้งผู้จัดการทีมชาติรัสเซียและผู้จัดการเชลซี และกุส ฮิดดิ้งค์ นี้พาเชลชี คว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ สมัยที่ 5 โดยเอาชนะเอฟเวอร์ตันในนัดชิงชนะเลิศ
1 มิถุนายน พ.ศ. 2552 สโมสรเชลซีแต่งตั้ง คาร์โล อันเชล็อตติ ขึ้นเป็นกุนซือเชลซีอย่างเป็นทางการ
ปี พ.ศ. 2553 ได้แชมป์พรีเมียร์ชิพ นับเป็นแชมป์ลีกสูงสุดสมัยที่ 4
ปี พ.ศ. 2553 คว้า ดับเบิ้ลแชมป์ เป็นครั้งแรก ของสโมสร โดยคว้า แชมป์ พรีเมียร์ลีก และ FA-CUP
สแตมฟอร์ ดบริดจ์
สแตมฟอร์ดบริดจ์ (Stamford Bridge) เป็นสนามฟุตบอลแห่งเดียวของเชลซีตั้งแต่เริ่มก่อตั้งมาตั้งอยู่ในเขตฟูแลม ในลอนดอน โดยเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2420 โดยในช่วง 28 ปีแรกที่เปิดใช้ ได้ใช้เป็นส่วนหนึ่งของสนามกรีฑาด้วย สนามสแตมฟอร์ดบริดจ์ออกแบบโดยสถาปนิกชาวสกอต บรรจุคนได้กว่า 42,000 คน
ผู้ เล่นชุดปัจจุบัน
Note: ธงชาติที่ปรากฎบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎ ของฟีฟ่า ตามความเหมาะสม เพราะบางผู้เล่นอาจถือสองสัญชาติ
|
|
อดีต ผู้เล่นที่โด่งดัง
(นับปีที่เข้ามาในสโมสร)
- ทศวรรษที่ 1990
Note: ธงชาติที่ปรากฎบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎ ของฟีฟ่า ตามความเหมาะสม เพราะบางผู้เล่นอาจถือสองสัญชาติ
|
- ทศวรรษที่ 2000
Note: ธงชาติที่ปรากฎบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎ ของฟีฟ่า ตามความเหมาะสม เพราะบางผู้เล่นอาจถือสองสัญชาติ
|
ผู้ เล่นที่โด่งดัง
2001 - ปัจจุบัน
| ชื่อ | สัญชาติ | ตำแหน่ง | เล่นให้เชลซี | จำนวนครั้ง (ตัวสำรอง) | รวม | ประตู |
|---|---|---|---|---|---|---|
| จิอันฟรังโก้ โซล่า | FW | 1996-2003 | 229 (44) | 273 | 59 | |
| จิมมี่ ฟรอยด์ ฮัสเซลเบงค์ | FW | 2000-2004 | 136 (17) | 153 | 69 | |
| เจสเปอร์ กรุนชา | MF | 2000-2004 | 104 (32) | 136 | 7 | |
| ไอเดอร์ กุ๊ดจอห์นเซน | FW | 2000-2006 | 186 (60) | 246 | 54 | |
| ทอเร อังเดร โฟล | FW | 1997-2001 | 112 (53) | 165 | 34 | |
| มาแซล เดอไซญี่ | DF | 1998-2004 | 158 (2) | 160 | 6 | |
| คาร์โล คูดิชินี่ | GK | 1999-2009 | 142 (4) | 146 | 0 | |
| วิลเลียม กัลลาส | DF | 2001-2006 | 159 (12) | 171 | 12 | |
| เดเมี่ยน ดัฟฟ์ | MF | 2003-2006 | 81 (18) | 99 | 14 | |
| เฌเรมี่ | MF | 2003-2007 | 72 (24) | 96 | 4 | |
| โคล้ด มาเกเลเล่ | MF | 2003-2008 | 144 (12) | 156 | 2 | |
| เวย์น บริดจ์ | DF | 2003-2009 | 87(13) | 100 | 1 | |
| อาเยน ร็อบเบน | MF | 2004-2007 | 67 (16) | 83 | 15 | |
| จอห์น ไรท์ ฟิลิปส์ | MF | 2005-2009 | 82 (39) | 121 | 4 | |
| โจ โคล | MF | 2003-2010 | 188 (92) | 280 | 39 | |
| มิชาเอล บัลลัค | MF | 2006-2010 | 139 (29) | 168 | 26 | |
| เบลเล็ตติ | DF | 2007-2010 | 54 (25) | 79 | 5 | |
| เดโก้ | MF | 2008-2010 | 42 (15) | 57 | 6 | |
| ริคาร์โด้ คาร์วัลโญ่ | DF | 2004-2010 | 233 (7) | 240 | 10 |
ผู้ เล่นที่ยิงครบ 100 ประตู
พรีเมียร์ลีก-ถ้วยอื่น ๆ
| ชื่อ | สัญชาติ | ตำแหน่ง | เล่นให้เชลซี | จำนวนครั้ง (ตัวสำรอง) | รวม | ประตู |
|---|---|---|---|---|---|---|
| แฟรงค์ แลมพาร์ด | MF | 2001-ปัจจุบัน | 449 (24) | 473 | 156 | |
| ดิดิเยร์ ดร็อกบา | FW | 2004-ปัจจุบัน | 209 (48) | 257 | 129 |
นัก เตะยอดเยี่ยมประจำปี 1967-2010
|
|
|
ทำเนียบ ผู้จัดการทีม
| Year |
|---|
| 1933-1939 เลสลี่ ไนท์ตัน |
| 1939-1952 บิลลี่ แบร์เรลล์ |
| 1952-1961 เท็ด เดร็ค |
| 1962-1967 ทอมมี่ ด็อคเคอร์ตี้ |
| 1967-1974 เดฟ เซ็กตัน |
| 1974-1975 รอน ซอวร์ต |
| 1975-1977 เอ็ดดี้ แม็คเครดี้ |
| 1977-1978 เคน เชลลิโต้ |
| 1978-1979 แดนนี่ บลังค์ฟลาวเวอร์ส |
| 1979-1981 เจฟฟ์ เฮิร์สต์ |
| 1981-1985 จอห์น นีล |
| 1985-1988 จอห์น ฮอลลินส์ |
| 1988-1991 บ็อบบี้ แคมป์เบลล์ |
| 1991-1993 เอียน พอร์เตอร์ฟิลด์ |
| 1993 เดวิด เวบบ์ |
| 1993-1996 เกล็น ฮอดเดิ้ล |
| 1996-1998 รุด กุลลิท |
| 1998-2000 จิอันลูก้า วิอัลลี่ |
| 2000-2004 เคลาดิโอ รานิเอรี่ |
| 2004-2007 โชเซ่ มูรินโญ่ |
| 2007-2008 อัฟราม แกรนท์ |
| 2008-2009 หลุยส์ ฟิลิปเป สโคลารี |
| 2009 กุส ฮิดดิงค์ |
| 2009-ปัจจุบัน คาร์โล อันเชลอตติ |
สัญลักษณ์ ทีม
| Chelsea-history3.jpg สัญลักษณ์ช่วง 1952-1953 | |||
ผลงาน
- แชมป์เอฟเอ พรีเมียร์ลีก และฟุตบอลลีกดิวิ ชั่นหนึ่ง: 4 ครั้ง
- 1955, 2005, 2006, 2010
- ฟุตบอลลีกดิวิ ชั่นสอง: 2 ครั้ง
- 1984, 1989
- เอฟเอคัพ: 6 ครั้ง
- 1970, 1997, 2000, 2007, 2009, 2010
- ลีกคัพ: 4 ครั้ง
- 1965, 1998, 2005, 2007
- ชาริตีชิลด์
- 1955, 2000, 2005, 2009
- Full Members' Cup
- 1986, 1990
- ยูฟ่า คัพวินเนอร์สคัพ
- 1971, 1998
- UEFA Super Cup
- 1998
- FA Youth Cup
- 1960, 1961, 2008, 2010
- รองแชมป์ฟุตบอลเอฟเอคัพ
- 1951, 1997, 1994
- แชมป์ (Makita/Umbro Trophy)
- 1994, 1997
- ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก
- รอบรองชนะเลิศ 2004, 2005, 2007, 2009
- รองแชมป์ 2008
- World football challenge
- 2009
สถิติ
- สถิติผู้ชมสูงสุด : ในสแตมฟอร์ด บริดจ์ นัดพบกับอาร์เซน่อล ในวันที่ 12 ตุลาคม ค.ศ. 1958 มีผู้ชมเข้ามาชมถึง 182,905 คน
- สถิติผู้ชมน้อยที่สุด : ในสแตมฟอร์ด บริดจ์ นัดที่พบกับ ลินคอล์น ซิตี้ ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1906 มีผู้ชมเพียง 110 คน
- สถิติชนะสูงสุด : ในนัดพบกับ จิวเนส ฮัทคาเรจ ซึ่งถูกพวกเขาถลุงไปถึง 13-0 ในวันที่ 29 กันยายน ค.ศ. 1971
- สถิติชนะสูงสุด : ในนัดพบกับ วีแกน แอดแลนติก ซึ่งถูกพวกเขาถลุงไปถึง 8-0 ในวันที่ 9 พฤษภาคม ค.ศ 2010
- สถิติแพ้สูงสุด : ในนัดพบกับ วูล์ฟแฮมตัน วันเดอร์เรอร์ส ที่อัดพวกเขาไป 8-1 ในวันที่ 26 กันยายน ค.ศ. 1953
- ผู้เล่นในลีกสูงสุด : รอนแฮร์ริส, 655 นัด, 1962-80
- สถิติซื้อนักเตะค่าตัวแพงที่สุด : 50 ล้านปอนด์, อังเดร เชฟเชนโก้ จาก เอซี มิลาน, มิถุนายน ค.ศ. 2006
- สถิติขายนักเตะแพงที่สุด : 44 ล้านปอนด์, อาร์เยน ร็อบเบน ไปเรอัลมาดริด, สิงหาคม ค.ศ. 2007
- นักเตะที่ทำประตูรวมสูงสุดใน 1 ฤดูกาล :ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา , 37 ประตู , 2009-2010
- นักเตะที่ทำประตูรวมสูงสุดในช่วงที่อยู่กับเชลซี : แฟรงค์ แลมพาร์ด, 156 ประตู, 2010
- ยิงประตูมากที่สุดในพรีเมียร์ลีก : 103 ประตู, 2010