ประวัติทีมชาติ เชลซี
สโมสรฟุตบอลเชลซีก่อตั้งเมื่อ 10 มีนาคม พ.ศ. 2448 (ค.ศ. 1905) ที่ ผับชื่อเดอะไรซิงซัน ตรงข้ามกับสนามแข่งปัจจุบันบนถนนฟูแลม และได้เข้าร่วมกับลีกฟุตบอลในเวลาต่อมา เชลซีเริ่มมีชื่อเสียงภายหลังจากที่ได้รับชัยชนะใน ดิวิชั่น 1 ฤดูกาล 1954–55
ปี 1996 แต่งตั้ง รุด กุลลิท(Ruud Gullit) เป็นทั้งผู้เล่นและผู้จัดการทีม เชลซีสามารถคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ มาครองได้ในยุคของกุลลิทนี้
ปี 1997 เปลี่ยนผู้จัดการทีมเป็น จิอันลูก้า วิอัลลี่( Gianluca Vialli) โดยเป็นทั้งผู้เล่นและผู้จัดการทีมในช่วงแรก ในยุคของวิอัลลี่นี้สามารถทำทีมได้แชมป์ลีกคัพ และ ยูฟ่า คัพวินเนอร์สคัพและ สามารถเข้าถึงรอบรอง"ยูฟ่า คัพวินเนอร์สคัพ"ได้เป็นปีทีสองติดต่อกันก่อนที่จะแพ้รีล มายอร์ก้าใน ปีนั้นทีมที่ได้แชมป์คือ ลาซิโอทีมจากอิตาลีไป ซึ่งเป็นปีสุดท้ายที่มีการจัดการแข่งขัน "ยูฟ่า คัพวินเนอร์สคัพ"
ปี 2000 จิอันลูก้า วิอัลลี่ถูกปลดออกจากผู้จัดการทีมและแทนที่ด้วย เคลาดิโอ รานิเอรี(Claudio Ranieri) เป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ ในยุคของรานิเอรีนั้น เชลซีมีผลงานติดห้าอันดับแรกของของพรีเมียร์ลีกอย่างสม่ำเสมอ
มิถุนายน ปี พ.ศ. 2546 (ค.ศ.2003) โรมัน อบราโมวิช เข้าซื้อกิจการต่อจากเคน เบตส์(Ken Bates) ในราคา 140 ล้านปอนด์ หลังการเข้าซื้อกิจการของมหาเศรษฐีชาวรัสเซีย เคลาดิโอ รานิเอรีซึ่ง เป็นผู้จัดการทีมในขณะนั้นยังคงได้คุมทีมต่อไป ภายใต้การเปลี่ยนแปลงทีมอย่างมากมาย มีการซื้อนักเตะชื่อดังหลายรายเข้ามาเสริมทีมโดยใช้เงินไปอีกมากมายกว่าร้อย ล้านปอนด์ เมื่อสิ้นสุดฤดูกาลแข่งขันเชลซีไม่คว้าแชมป์ใดมาได้เลย สามารถทำอันดับ 2 ของพรีเมียร์ลีก และ เข้าสู่รอบ 4 ทีมสุดท้ายยูฟ่าแชมเปี้ยนลีก เมื่อจบฤดูกาลแรกหลังจากเข้าซื้อกิจการของมหาเศรษฐีชาวรัสเซีย ทางทีมจึงได้ปลด เคลาดิโอ รานิเอรี่ ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม และได้เซ็นสัญญาให้ โชเซ่ มูรินโญ่ ( José Mourinho)เป็นผู้จัดการทีมต่อมา
ปี พ.ศ. 2547 (ค.ศ.2004) เปลี่ยนผู้จัดการทีมเป็น โชเซ่ มูรินโญ่ ซึ่งสร้างสีสันให้กับวงการฟุตบอลอังกฤษในสมัยนั้นเป็นอย่างมากกับบทสัมภาษณ์ และทัศนะของ มูริญโญ่เอง
ปี พ.ศ. 2548 (ค.ศ.2005) ได้เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกหลังจาก โรมัน อบราโมวิช เข้าซื้อกิจการของสโมสร และครบร้อยปีจากการตั้งสโมสร
ปี พ.ศ. 2549 (ค.ศ. 2006) ได้เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกอีกครั้งสอง สมัยติดต่อกัน
20 กันยายน พ.ศ. 2550 มูรินโญ่ถูกไล่ออกจากตำแหน่ง หลังจากทำผลงานไม่ดี 3 นัดติดต่อกัน แพ้ แอสตันวิลลา 0-2 เสมอแบล็กเบิร์นโรเวอร์ส 0-0 และไล่ตีเสมอโรเซนบอร์ก 1-1 [1] และเปลี่ยนผู้จัดการทีมเป็น อัฟราม แกรนท์ (Afram Grant)
11 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 สิ้นสุดฤดูกาลแรกของ อัฟราม แกรนท์ ไม่สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ หลังจากรับงาน อัฟราม แกรนท์ พาทีมเชลซีต่อสู้แย่งแชมป์กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จนถึงนัดสุดท้าย แต่ไม่สามารถทำได้โดยนัดสุดท้ายทำได้เพียงเสมอกับ โบลตัน (Bolton)1-1 โดยถูกตีเสมอในนาทีสุดท้ายของการแข่งขัน สิ้นสุดฤดูกาลเชลซีทำแต้มได้ 85 แต้ม โดยแชมป์(แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)ทำได้ 87 แต้ม
21 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 เข้าชิงแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกเป็นครั้งแรกของสโมสร กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่กรุงมอสโค ประเทศรัสเซีย ในเวลา 120 นาทีเสมอกัน 1-1 ต้องเตะลูกจุดโทษตัดสิน เชลซีแพ้ไป 10-9 ประตู
24 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ผู้บริหารสโมสรมีมติปลดอัฟราม แกรนท์ ออกจากตำแหน่ง
1 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 สโมสรเชลซีแต่งตั้ง หลุย เฟลิปเป้ สโกลารี่ ขึ้นเป็นกุนซือเชลซีอย่างเป็นทางการ
9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 สโกลารี่ทำผลงานได้ไม่ดี หลังจากนำทีมเสมอต่อ ฮัลล์ 1-1 ตามหลังแมนฯ ยูผู้นำอยู่ 7 แต้ม ผู้บริหารสโมสรได้มีมติปลดออกจากตำแหน่ง
12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 มติสโมสรแต่งตั้ง กุส ฮิดดิ้งค์ กุนซือชาวฮอลแลนด์ผู้จัดการทีมชาติรัสเซียเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ โดยฮิดดิ้งค์จะทำหน้าที่ควบ 2 ตำแหน่ง ทั้งผู้จัดการทีมชาติรัสเซียและผู้จัดการเชลซี และกุส ฮิดดิ้งค์ นี้พาเชลชี คว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ สมัยที่ 5 โดยเอาชนะเอฟเวอร์ตันในนัดชิงชนะเลิศ
1 มิถุนายน พ.ศ. 2552 สโมสรเชลซีแต่งตั้ง คาร์โล อันเชล็อตติ ขึ้นเป็นกุนซือเชลซีอย่างเป็นทางการ
ปี พ.ศ. 2553 ได้แชมป์พรีเมียร์ชิพ นับเป็นแชมป์ลีกสูงสุดสมัยที่ 4
ปี พ.ศ. 2553 คว้า ดับเบิ้ลแชมป์ เป็นครั้งแรก ของสโมสร โดยคว้า แชมป์ พรีเมียร์ลีก และ FA-CUP
สแตมฟอร์ ดบริดจ์
สแตมฟอร์ดบริดจ์ (Stamford Bridge) เป็นสนามฟุตบอลแห่งเดียวของเชลซีตั้งแต่เริ่มก่อตั้งมาตั้งอยู่ในเขตฟูแลม ในลอนดอน โดยเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2420 โดยในช่วง 28 ปีแรกที่เปิดใช้ ได้ใช้เป็นส่วนหนึ่งของสนามกรีฑาด้วย สนามสแตมฟอร์ดบริดจ์ออกแบบโดยสถาปนิกชาวสกอต บรรจุคนได้กว่า 42,000 คน
ผู้ เล่นชุดปัจจุบัน
Note: ธงชาติที่ปรากฎบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎ ของฟีฟ่า ตามความเหมาะสม เพราะบางผู้เล่นอาจถือสองสัญชาติ
|
|
อดีต ผู้เล่นที่โด่งดัง
(นับปีที่เข้ามาในสโมสร)
- ทศวรรษที่ 1990
Note: ธงชาติที่ปรากฎบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎ ของฟีฟ่า ตามความเหมาะสม เพราะบางผู้เล่นอาจถือสองสัญชาติ
|
- ทศวรรษที่ 2000
Note: ธงชาติที่ปรากฎบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎ ของฟีฟ่า ตามความเหมาะสม เพราะบางผู้เล่นอาจถือสองสัญชาติ
|
ผู้ เล่นที่โด่งดัง
2001 - ปัจจุบัน
| ชื่อ | สัญชาติ | ตำแหน่ง | เล่นให้เชลซี | จำนวนครั้ง (ตัวสำรอง) | รวม | ประตู |
|---|---|---|---|---|---|---|
| จิอันฟรังโก้ โซล่า | FW | 1996-2003 | 229 (44) | 273 | 59 | |
| จิมมี่ ฟรอยด์ ฮัสเซลเบงค์ | FW | 2000-2004 | 136 (17) | 153 | 69 | |
| เจสเปอร์ กรุนชา | MF | 2000-2004 | 104 (32) | 136 | 7 | |
| ไอเดอร์ กุ๊ดจอห์นเซน | FW | 2000-2006 | 186 (60) | 246 | 54 | |
| ทอเร อังเดร โฟล | FW | 1997-2001 | 112 (53) | 165 | 34 | |
| มาแซล เดอไซญี่ | DF | 1998-2004 | 158 (2) | 160 | 6 | |
| คาร์โล คูดิชินี่ | GK | 1999-2009 | 142 (4) | 146 | 0 | |
| วิลเลียม กัลลาส | DF | 2001-2006 | 159 (12) | 171 | 12 | |
| เดเมี่ยน ดัฟฟ์ | MF | 2003-2006 | 81 (18) | 99 | 14 | |
| เฌเรมี่ | MF | 2003-2007 | 72 (24) | 96 | 4 | |
| โคล้ด มาเกเลเล่ | MF | 2003-2008 | 144 (12) | 156 | 2 | |
| เวย์น บริดจ์ | DF | 2003-2009 | 87(13) | 100 | 1 | |
| อาเยน ร็อบเบน | MF | 2004-2007 | 67 (16) | 83 | 15 | |
| จอห์น ไรท์ ฟิลิปส์ | MF | 2005-2009 | 82 (39) | 121 | 4 | |
| โจ โคล | MF | 2003-2010 | 188 (92) | 280 | 39 | |
| มิชาเอล บัลลัค | MF | 2006-2010 | 139 (29) | 168 | 26 | |
| เบลเล็ตติ | DF | 2007-2010 | 54 (25) | 79 | 5 | |
| เดโก้ | MF | 2008-2010 | 42 (15) | 57 | 6 | |
| ริคาร์โด้ คาร์วัลโญ่ | DF | 2004-2010 | 233 (7) | 240 | 10 |
ผู้ เล่นที่ยิงครบ 100 ประตู
พรีเมียร์ลีก-ถ้วยอื่น ๆ
| ชื่อ | สัญชาติ | ตำแหน่ง | เล่นให้เชลซี | จำนวนครั้ง (ตัวสำรอง) | รวม | ประตู |
|---|---|---|---|---|---|---|
| แฟรงค์ แลมพาร์ด | MF | 2001-ปัจจุบัน | 449 (24) | 473 | 156 | |
| ดิดิเยร์ ดร็อกบา | FW | 2004-ปัจจุบัน | 209 (48) | 257 | 129 |
นัก เตะยอดเยี่ยมประจำปี 1967-2010
|
|
|
ทำเนียบ ผู้จัดการทีม
| Year |
|---|
| 1933-1939 เลสลี่ ไนท์ตัน |
| 1939-1952 บิลลี่ แบร์เรลล์ |
| 1952-1961 เท็ด เดร็ค |
| 1962-1967 ทอมมี่ ด็อคเคอร์ตี้ |
| 1967-1974 เดฟ เซ็กตัน |
| 1974-1975 รอน ซอวร์ต |
| 1975-1977 เอ็ดดี้ แม็คเครดี้ |
| 1977-1978 เคน เชลลิโต้ |
| 1978-1979 แดนนี่ บลังค์ฟลาวเวอร์ส |
| 1979-1981 เจฟฟ์ เฮิร์สต์ |
| 1981-1985 จอห์น นีล |
| 1985-1988 จอห์น ฮอลลินส์ |
| 1988-1991 บ็อบบี้ แคมป์เบลล์ |
| 1991-1993 เอียน พอร์เตอร์ฟิลด์ |
| 1993 เดวิด เวบบ์ |
| 1993-1996 เกล็น ฮอดเดิ้ล |
| 1996-1998 รุด กุลลิท |
| 1998-2000 จิอันลูก้า วิอัลลี่ |
| 2000-2004 เคลาดิโอ รานิเอรี่ |
| 2004-2007 โชเซ่ มูรินโญ่ |
| 2007-2008 อัฟราม แกรนท์ |
| 2008-2009 หลุยส์ ฟิลิปเป สโคลารี |
| 2009 กุส ฮิดดิงค์ |
| 2009-ปัจจุบัน คาร์โล อันเชลอตติ |
สัญลักษณ์ ทีม
| Chelsea-history3.jpg สัญลักษณ์ช่วง 1952-1953 | |||
ผลงาน
- แชมป์เอฟเอ พรีเมียร์ลีก และฟุตบอลลีกดิวิ ชั่นหนึ่ง: 4 ครั้ง
- 1955, 2005, 2006, 2010
- ฟุตบอลลีกดิวิ ชั่นสอง: 2 ครั้ง
- 1984, 1989
- เอฟเอคัพ: 6 ครั้ง
- 1970, 1997, 2000, 2007, 2009, 2010
- ลีกคัพ: 4 ครั้ง
- 1965, 1998, 2005, 2007
- ชาริตีชิลด์
- 1955, 2000, 2005, 2009
- Full Members' Cup
- 1986, 1990
- ยูฟ่า คัพวินเนอร์สคัพ
- 1971, 1998
- UEFA Super Cup
- 1998
- FA Youth Cup
- 1960, 1961, 2008, 2010
- รองแชมป์ฟุตบอลเอฟเอคัพ
- 1951, 1997, 1994
- แชมป์ (Makita/Umbro Trophy)
- 1994, 1997
- ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก
- รอบรองชนะเลิศ 2004, 2005, 2007, 2009
- รองแชมป์ 2008
- World football challenge
- 2009
สถิติ
- สถิติผู้ชมสูงสุด : ในสแตมฟอร์ด บริดจ์ นัดพบกับอาร์เซน่อล ในวันที่ 12 ตุลาคม ค.ศ. 1958 มีผู้ชมเข้ามาชมถึง 182,905 คน
- สถิติผู้ชมน้อยที่สุด : ในสแตมฟอร์ด บริดจ์ นัดที่พบกับ ลินคอล์น ซิตี้ ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1906 มีผู้ชมเพียง 110 คน
- สถิติชนะสูงสุด : ในนัดพบกับ จิวเนส ฮัทคาเรจ ซึ่งถูกพวกเขาถลุงไปถึง 13-0 ในวันที่ 29 กันยายน ค.ศ. 1971
- สถิติชนะสูงสุด : ในนัดพบกับ วีแกน แอดแลนติก ซึ่งถูกพวกเขาถลุงไปถึง 8-0 ในวันที่ 9 พฤษภาคม ค.ศ 2010
- สถิติแพ้สูงสุด : ในนัดพบกับ วูล์ฟแฮมตัน วันเดอร์เรอร์ส ที่อัดพวกเขาไป 8-1 ในวันที่ 26 กันยายน ค.ศ. 1953
- ผู้เล่นในลีกสูงสุด : รอนแฮร์ริส, 655 นัด, 1962-80
- สถิติซื้อนักเตะค่าตัวแพงที่สุด : 50 ล้านปอนด์, อังเดร เชฟเชนโก้ จาก เอซี มิลาน, มิถุนายน ค.ศ. 2006
- สถิติขายนักเตะแพงที่สุด : 44 ล้านปอนด์, อาร์เยน ร็อบเบน ไปเรอัลมาดริด, สิงหาคม ค.ศ. 2007
- นักเตะที่ทำประตูรวมสูงสุดใน 1 ฤดูกาล :ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา , 37 ประตู , 2009-2010
- นักเตะที่ทำประตูรวมสูงสุดในช่วงที่อยู่กับเชลซี : แฟรงค์ แลมพาร์ด, 156 ประตู, 2010
- ยิงประตูมากที่สุดในพรีเมียร์ลีก : 103 ประตู, 2010
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น